การกล่าวถึง ธรรมชาติของมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกธรรมชาติในสรรพสิ่ง ดูออกจะเป็นเรื่องที่ใหญ่พอควร สำหรับผู้เขียนเองและรวบรวมเรียบเรียงขึ้นมาจากที่ต่างๆ ก่อนที่เราจะสำรวจดูรายละเอียดของทัศนะเกี่ยวกับธรรมชาติในสรรพสิ่งของหนังสือเล่มนี้ ผมจะขอกล่าวในเรื่องส่วนตัวสักเล็กน้อยว่า ก่อนที่ผมจะเริ่มทำงานเขียนหนังสือ “บิ๊กแบงภายในใจ” (Bing Bang In My Mind) เล่มนี้นั้น ผมเคยมีทัศนคติต่อชีวิตที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนมาก่อน มีทัศนคติสายตาที่มองโลกใบนี้อย่างคับแคบ เหมือนกับคนอีกหลายๆคนที่อยู่บนโลกเดียวกันนี้ แต่ผมก็เชื่อว่าทุกๆคนจะมี “การสะดุดคิด” จนมีบางสิ่งที่ทำให้สะดุดคิดได้ ผมว่ามนุษย์เราทุกคนต้องเคยมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราสะดุดในความคิดต่างๆ นานา ด้วยเหมือนกัน การคิดด้วยจิตสำนึกของมนุษย์โดยมีปัญญาจึงมีความหมายต่อตัวเรามาก ชีวิตที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในห้วงสังสารวัฎด้วยอำนาจของกรรมและวิบากนี้ เป็นสภาวะที่น่าเบื่อหน่าย ดังนั้น คนที่มีปัญญารู้เท่าทันความจริงของชีวิต และพยายามที่จะทำคนให้หลุดพ้นออกมาจากการเวียนว่ายในห้วงสงสาร วิถีทางในทางพาตัวเองให้หลุดพ้นออกมาจากวงจรชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายนี้ก็ คือ การดำเนินไปตามหลักธรรมคำสั่งสอน คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องสังสารวัฏ การเกิดใหม่ การทำกรรม และรับผลของกรรม ตามที่กล่าวมาข้างต้น เป็นแนวคิดพื้นฐานของคนอินเดีย แนวความคิดทำนองนี้ไม่ได้มีเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่นที่เกิดร่วมยุคกับพุทธศาสนาก็มีแนวความคิดในการมองชีวิตคล้ายๆ กันนี้ ดังนั้นหากเราจะสรุปว่าทัศนะที่ว่าชีวิตไม่ได้สิ้นสุดที่ความตาย ยังมีภพใหม่ชาติใหม่ที่คนเราสามารถไปเกิดได้อีกหลังจากตายแล้ว และชีวิตในภพใหม่นั้นจะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับกรรมที่คนผู้นั้นได้กระทำไว้ก่อนตาย แนวความคิดที่ว่านี้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นจริง กระนั้นความเชื่อดังกล่าวก็มีอิทธิพลต่อคนจำนวนมหาศาลเพราะเป็นความเชื่อร่วมที่คนทั้งหลายมีด้วยกัน คนเราสามารถพาชีวิตตนเองให้ค่อยๆ หักเหออกจากวงจรแห่งกิเลส กรรม และวิบาก จนที่สุดก็สามารถฝ่าไปจนพ้นเด็ดขาดจากวงจรที่ว่านี้ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกทั้งหลายคือตัวอย่างของคนในอุดมคติดังกล่าวนี้
หนังสือ บิ๊กแบงภายในใจเล่มนี้ เปรียบเทียบได้กับที่พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเกิดบิ๊กแบงภายในใจขึ้นมาที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว และหนังสือเล่มนี้ออกจะเป็นวิชาการสักเล็กน้อย ซึ่งผู้เขียนเองพยายามทำให้เข้าใจง่าย ซึ่งจะกล่าวถึงทุกสรรพสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ สิ่งมีชีวิต ประวัติศาสตร์ จักรวาล วิทยาศาสตร์ วิวัฒนาการ ศาสนา ปรัชญา ความเชื่อต่างๆ ฯลฯ เป็นต้น การมองมิติเดียวทำให้เราไม่มีทางออก แต่การมองมิติต่างๆให้เป็นหลายมิติในมุมมองต่างๆนั้น จะทำให้ตัวเรามีทางออกได้และไม่คับแคบใจ เปิดใจกว้างที่จะเข้าใจในสรรพสิ่งทั้งหลายที่มันเป็นไป เพื่อทางออกแห่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพื่อที่จะยอมรับต่อสรรพสิ่ง ไม่ใช่เพื่อจะเอาชนะต่อสรรพสิ่งนี้ เพื่อเกิด “บิ๊กแบงภายในใจ” (Big Bang In My Mind)
Big Bang In My Mind
Wednesday, August 8, 2007
| [+/-] |
คำปรารภ Big Bang in My Mind |
| [+/-] |
หัวข้อต่างๆของหนังสือ บิ๊กแบงภายในใจ |
1. ว่าด้วยเรื่องการเข้าใจในสรรพสิ่ง
- ชีวิต it’s my life
- ประตูแห่งการรับรู้
- การเวลาของธรรมชาติในสรรพสิ่ง (การซ้อมเหลื่อมแห่งเวลา)
- ศาสนากับธรรมชาตินิยม
- ปริศนาจิตวิญญาณมนุษย์
2. ว่าด้วยเรื่องการรู้ทันในสรรพสิ่ง
- ประวัติศาสตร์มนุษย์
- มูลเหตุของการเกิดศรัทธาและศาสนา
- สังคมที่มั่งคั่งในยุคบริโภค / จิตใจที่มั่งคั่งในยุคบริโภค
- เราเป็นได้แค่ผู้บริโภคหรือเราสามารถเป็นได้มากกว่านั้น
- วิทยาศาสตร์กับศาสนา จุดต่างหรือจุดเหมือน
3. ว่าด้วยเรื่องการเข้าถึงในสรรพสิ่ง
- จิตจักรวาลสะท้อนปัญญา
- ความสุขเสมอด้วยความสงบไม่มีด้วย
- ทางเดินของชีวิตเพื่อกำเนิดบิ๊กแบงภายในใจ
- ใจอยู่ในกายหรือกายอยู่ในใจ (ทางเลือกหลุมดำหรือบิ๊กแบง)
- สิ่งที่เล็กย่อมเป็นสิ่งที่ใหญ่ได้ สิ่งที่ใหญ่ย่อมเป็นสิ่งที่เล็กได้
4. ว่าด้วยเรื่องการเป็นส่วนหนึ่งในสรรพสิ่ง
- จักรวาลที่มีบิ๊กแบงจึงเกิด
- ธรรมชาติของจักรวาล
- มิติความสัมพันธ์ของมนุษย์
- บิ๊กแบงภายในที่มี อิสรภาพทางใจจึงเกิด
- บิ๊กแบงของจักรวาลภายใน
- เข้าถึงความคิดนิพพานเข้าถึงบิ๊กแบงภายในใจ - จบ
ท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง
Please Comments
Tuesday, August 7, 2007
| [+/-] |
ชีวิต (it ’s my Life) |
- เด็กที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมวัตถุจะเกิดสิ่งเร้าจากภายนอก เกิดความสงสัยในสิ่งต่างๆที่มีต่อโลกใบนี้ว่า โลกใบนี้มีสิ่งให้เราน่าเรียนรู้อยู่ตลอดเสียเหลือเกิน มีโทรทัศน์ให้ติดตามข่าวสารได้ทั่วโลก มีสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมากมายให้เราได้เรียนรู้ มีนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดให้เราอยากที่จะค้นหาและทำความรู้จักเมื่อเกิดความสงสัย เด็กจึงเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอด
- เด็กที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจะเกิดสิ่งเร้าจากภายใน เกิดความแปลกใจในสิ่งต่างๆ ที่มีต่อโลกใบนี้ว่า แปลกจริงหนอ? “ทำไมมีโลกขึ้นมาได้” โลกคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีมาจากอะไร? และมีมาเพื่ออะไร? เมื่อความแปลกใจเกิดขึ้นเด็กก็เริ่มที่จะเอาจริงเอาจังและเริ่มกระบวนการคิดอย่างมีระบบระเบียบเพื่อหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย
นี่เป็นเพียงอุปมาอุปมัยเท่านั้น เพื่อที่ผู้อ่านพอจะแยกแยะทัศนคติของความสงสัยได้บ้างเล็กน้อย มนุษย์เราไม่ว่าจะอยู่ใดก็สามารถที่จะเรียนรู้และคิด สงสัยและแปลกใจ ได้ควบคู่กันไป แต่คนเราส่วนมากมักจะสงสัยและเรียนรู้จากภายนอกมากกว่าที่จะเรียนรู้จากภายใน เพราะปัจจุบันนี้มีสิ่งเร้าจากภายนอกมากมายจนเราลืมที่จะเรียนรู้จากภายในตัวเราเอง เราอาจจะรู้สึกตัวเองได้จากภายในก็ตอนที่เราได้อยู่คนเดียวนานๆ หรือได้ไปเที่ยวตามธรรมชาตินั้นแหละ ได้เห็นธรรมชาติหรือทิวทัศน์ที่สวยงาม เราถึงจะเกิดความแปลกใจหรือความรู้สึกลึกๆ จากภายในขึ้นมา
ชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดจากอะไร ชีวิตจะสิ้นสุดลงอย่างไรและเมื่อใด นั้นเป็นปัญหาที่เรามักจะขบคิดอยู่เสมอ เป็นปัญหาทางปรัชญาคลาสสิกที่บรรพบุรุษของเราได้ขบคิดกันมากว่าพันๆปีแล้ว ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกลตัวเรา ชีวิตเป็นนามธรรมและรูปธรรมในขณะเดียวกัน นั่นก็คือการที่เรากำลังเห็นอยู่นี้มิใช่ชีวิตหรอกหรือ การคิดการนึกถึงสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส มิใช่ชีวิตหรอกหรือ เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารับรู้อารมณ์ต่างๆ ทางประสาทสัมผัส ทั้งนี้ ประสาทสัมผัสย่อมเกิดเนื่องมาจากอารมณ์เหล่านั้น นี่คือชีวิตในขณะนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราด้มีชีวิตมาแล้วในอดีตและจะมีชีวิตต่อไปในอนาคต สืบเนื่องกันไปในทุกสรรพสิ่งของสิ่งมีชีวิต
ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร มีเบื้องต้นของการเกิดนี้ขึ้นมาอย่างไร เราย้อนกลับไปหาอดีตไม่ได้แต่เราสามารถที่จะศึกษาจากอดีตได้ ถ้าเราใคร่จะรู้ว่าชีวิตของเรานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เราก็ควรจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งมีชีวิตนี้ขึ้นมาด้วยในขณะนี้ ขณะที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ทำไมเราเกิดมามีอุปนิสัยต่างกัน และมีบุคลิกภาพต่างกันมากมาย และรูปร่างลักษณะที่ต่างกันตามสังคมของภูมิศาสตร์โลกเรานี้
จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกเรานี้ได้เริ่มเป็นปัญหาสำคัญและเป็นสิ่งที่สนใจกันมาก ตั้งแต่การค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดมาจากจุลินทรีย์ นักปราชญ์โบราณเคยแก้ปัญหากันอย่างง่ายๆ เช่น ลูเครตีอุส (กวีโรมัน) ได้ให้คำตอบว่า ชีวิตเกิดขึ้นเอง เกิดจากก้อนดินธรรมดานี้แหละที่มีความชื้นและความอบอุ่นจนเกิดชีวิตประเภทต่างๆขึ้นมาในสมัยใหม่นี้เอง ทีแรกก็ยังเชื่อกันว่าอาจจะทดลองให้ชีวิตเกิดขึ้นเองในหลอดแก้วได้ (เป็นทฤษฏีบริสุทธิ์) โดยให้ลองตักน้ำจากบ่อมาสักเล็กน้อยตากแดดให้อุ่นไว้ ไม่ช้าก็จะเห็นสิ่งมีชีวิตเต็มไปหมด คราวนี้ลองเอาน้ำมาต้มเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่า ได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตหมดสิ้นแล้ว นำไปผึ่งแดดให้อุ่น ก็ยังจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ดี คราวนี้ทดลองซ้ำใหม่ ให้อุดปากหลอดแก้วให้แน่นด้วยสำลี เพื่อกันมิให้สิ่งมีชีวิตอื่นที่อาจล่องลอยอยู่ในอากาศตกลงไปในน้ำได้ จะเห็นว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเลย เป็นอันว่าปัญหาถกเถียงกันเรื่องสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเองได้หรือไม่ ก็เป็นอันยุติลง
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การค้นคว้าทางทฤษฏีบริสุทธิ์นั้นเกิดผลดีในทางปฏิบัติเพียงไร ทำให้เรารู้เรื่องเชื้อโรค รู้วิธีรักษาอนามัย รู้จักผ่าตัดไม่ให้อักเสบและติดเชื้อ นับว่าส่งเสริมสวัสดิการของมนุษย์เราอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง แต่นักค้นคว้านักวิทยาศาสตร์พวกนี้ มุ่งหน้าหาความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับเชื้อโรค และการกำจัดเชื้อโรค พวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ หาความรู้เพื่อรู้เท่านั้น กับอีกจำพวกหนึ่งที่สนใจในปัญหาเดียวกันเขาสนใจในกำเนิดของสิ่งมีชีวิต สนใจว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญต่อคำถามที่ว่า “ชีวิตมีความหมายอย่างไร” เคยมีการแบ่งเกี่ยวกับคำตอบเรื่องชีวิตแรกนี้ไว้ ๓ แนวด้วยกัน คือ
๑. เชื้อชีวิตแรกอาจจะล่องลอยมาในอวกาศจากโลกอื่น
๒. พระเจ้าสร้างขึ้นบนโลกของเราเอง
๓. ชีวิตเกิดขึ้นเองบนโลกของเราโดยวิวัฒนาการของอนินทรีย์สาร
คำตอบแรกเมื่อพิจารณาตามทฤษฏีแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตอาจจะล่องลอยมาในอวกาศจากดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์ดวงใดก็ได้ อาจจะมาในรูปเชื้อชีวิตที่เล็กอย่างที่สุดซึ่งอาจจะซ่อนตัวมาตามซอกของลูกอุกาบาศก์ที่ตกลงสู่พื้นโลก นักวิทยาศาสตร์หลายคนพากันเสนอคำตอบนี้ แต่คำตอบนี้ก็ไม่แก้ปัญหาได้จริง เพราะถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ปัญหาก็จะถูกซัดทอดไปให้โลกอื่นอีกต่อไป นั่นคือปัญหายังมีต่อไปได้อีกว่า ชีวิตแรกในดาวที่มีชีวิตเป็นแห่งแรกเลยทีเดียวนั้น มาจากไหน เป็นอันว่าคำตอบแรกนี้เราข้ามไปได้เลยเพราะจะสาวกันไปไม่รู้จบ
คำตอบที่สองว่าพระเจ้าสร้างชีวิตขึ้นมานั้น คำตอบนี้เราจะรับฟังได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความหมายการสร้างอย่างไร เรามักจะชอบคิดกันว่า อยู่มาวันหนึ่ง และ ณ ที่แห่งหนึ่งในอวกาศพระเจ้าทรงประกาศิต (โอม..!) ชีวิตก็เกิดขึ้นในบัดดล ถ้าตีความหมายแบบนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็จะพากันเมินหน้าหนีไป เพราะพวกเขาเคยแต่มองหาระเบียบแบบแผน และการสืบเนื่องกันในงานของธรรมชาติ ถ้าหากตีความหมายว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างชีวิต แต่ทั้งนี้พระองค์ทรงบันดาลให้ค่อยเป็นค่อยไปตามวิถีของธรรมชาติ ความเห็นนี้ก็น่าจะรับไว้พิจารณาได้
คำตอบที่สามว่า ชีวิตเกิดขึ้นเองบนโลกของเราโดยวิวัฒนาการของอนินทรีย์สาร ความคิดเห็นนี้นักชีววิทยาถือกันโดยทั่วไป แม้ว่าข้อสนับสนุนยืนยันต่าง ๆ นา ๆ ที่ใช้พิสูจน์ว่าอินทรีย์สาร มาจากอนินทรีย์สาร แต่ก็ยังไม่เด็ดขาดจากชนิดที่ว่าหาข้อโต้แย้งไม่ได้ การทดลองในห้องทดลองก็ยังชี้อยู่เสมอว่า ชีวิตต้องมาจากสิ่งที่มีชีวิต แต่ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว อาจจะมีสภาพแวดล้อมอะไรสักอย่างที่ทำให้อนินทรีย์สาร กลายมาเป็นอินทรีย์สารขึ้นมาได้ เหตุการณ์นี้อาจจะเคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้ยังอาจจะเกิดขึ้นอยู่อีกก็ได้ กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมต่างๆ เป็นต้น (ส่วนหนึ่งที่มา : ปรัชญาเบื้องต้น กีรติ บุญเจือ แปลจาก G.T.W. Patrick / Introduction to Philosophy ๑๙๓๘)
ดังที่กล่าวมานี้มันเป็นคำถามต่อปัญหาภายนอก แต่คำถามต่อปัญหาภายในที่ว่า “ชีวิตมีความหมายอย่างไร” มีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะมันเป็นอยู่สำหรับเราทุกวันนี้ในตัวเรานี้ ถ้าเราหันหลังให้วิทยาศาสตร์ แล้วหันมาสนใจ ศึกษาจากประสบการณ์ของตัวเราเองดูบ้างแล้ว จะพบว่ายังมีอีกเอกภพหนึ่งที่แตกต่างกับที่กล่าวมาแล้วเป็นคนละแบบเลยทีเดียว นั่นก็คือ โลกของสิ่งที่มีชีวิตอันเป็นดินแดนมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ที่เต็มไปด้วยชีวิตและปัญญา โลกที่สร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ชนิดใหม่ๆ และประดิษฐ์กรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ โลกที่มีการเติบโตและพัฒนา ที่มีสิ่งที่กำหนดการกระทำของตัวเองโดยสำนึก มีความคิดและความรู้สึก จำอดีตได้ และใฝ่ฝันอนาคตได้ มีอุดมการณ์ได้ รู้จักร่วมมือกันเป็นกลุ่มก้อน โลกที่มีความคิดไตร่ตรอง ศิลปะ ปรัชญา วรรณคดี ดนตรี โลกที่มีจุดหมายและมีคุณค่า โลกแห่งประสบการณ์ของเราทั้งหมดที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเช่นนี้จะมีความเป็นจริงน้อยกว่าโลกที่เป็นหลักการความรู้ภายนอกเทียวหรือ...
ชีวิตของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเรา บางคนก็ไม่เห็นว่าความทุกข์จะลดน้อยลงเมื่อเราทำสิ่งที่ตามอารมณ์ความรู้สึกของเราไปแล้ว เรามีความมุ่งหวังในชีวิตต่างๆกัน เราปรารถนาความสุขกันทุกคน และต่างก็มีทัศนะในเรื่องความสุขและทางที่จะได้รับความสุขต่างกัน และทุกข์ในเรื่องชีวิตประจำวัน เราพยายามที่จะหาทางหนีให้พ้นจากชีวิตประจำวันด้วยวิธีต่างๆนานา บางคนหาความสุขกันแบบต่างๆนานา บางคนก็ดื่มเหล้าหรือเข้าหาแหล่งความบันเทิงที่มีอยู่หลากหลาย เพื่อให้อยู่เสียอีกโลกหนึ่ง หรือให้รู้สึกเหมือนกับเป็นคนอื่น คนที่หนีความจริงจะไม่รู้จักตัวเอง และจะมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ต่อไป จากประสบการณ์ของผมนั้น ผมได้เห็นผู้คนมากมายที่ต้องการหาความสุขใส่ตัว และผู้คนจำพวกนั้นก็มีความสุขกันจริงๆ แต่เป็นความสุขชั่วคราวแล้วก็ต้องกลับมาใหม่เพื่อหาความสุขอีกไม่จบสิ้น ซึ่งลืมฉุกคิดไปว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องแสวงหาความสุข ว่าแต่ตัวผมเองก็เคยยึดติดในความสุขชั่วคราวมาก่อนนั้นด้วย จนวันหนึ่งมีบางสิ่งที่ทำให้ผมสะดุดคิดได้ ผมว่ามนุษย์เราทุกคนต้องเคยมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราสะดุดคิดได้เหมือนกัน เพียงแต่ตัวเราจะรู้หรือเปล่าหรือสะดุดคิดหรือเปล่า อาจจะมาช้าบ้างเร็วบ้างแตกต่างกันไป แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนที่พบเจอ ความรู้สึกฉุกคิดนี้มีอยู่เฉพาะในจำพวกสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เท่านั้น สิ่งมีชีวิตอื่นๆไม่มีความฉุกคิดนี้เกิดขึ้น มีแต่สัญชาตญาณล้วนๆในการเอาตัวรอดดำเนินชีวิตไป ซึ่งการฉุกคิดนี้อาจเรียกได้อีกอย่างว่าคือ “จิตสำนึกของมนุษย์เรา”
มนุษย์เราเองนั้น มีศักยภาพในการที่จะคิด ในการที่จะยับยั้ง ในการจินตนาการได้ และที่สำคัญที่สุดมนุษย์เรานั้นมีการเรียนรู้ได้อย่าง “ไม่มีขีดจำกัด” ซึ่งจะกล่าวได้ว่าไม่มีในสิ่งมีชีวิตใดๆในโลกที่จะเป็นอย่างนี้ได้ การเรียนรู้ของมนุษย์จะเรียนรู้ควบคู่ไปกับสัญชาตญาณ มนุษย์เรานี้มีการคิดอยู่ตลอดเวลา มีการวิเคราะห์ มีการนึกคิดว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พอใจอะไร ไม่พอใจอะไร หรือไม่รู้สึกกับอะไรเลย ทั้งหมดกระทำโดยมีสัญชาตญาณเข้ามาควบคู่กันไป ซึ่งจะหล่อหลอมรวมกันเป็นตัวเราจนกระทั่งกลายเป็น บุคลิกภาพส่วนตัวของเรา โดยมีปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เป็นตัวทำให้เราเปลี่ยนแปลง และบุคลิกภาพส่วนตัวของเรานี้สามารถที่จะฝึกได้
หนังสือเล่มนี้จะเน้นในเรื่องของการเรียนรู้ แต่ไม่ได้มีความมุ่งหมายเพื่อที่จะให้รู้เพียงอย่างเดียว ว่า เอ่ย! ฉันรู้น่ะ ฉันรู้เรื่องนี้น่ะ...มันเหมือนกับการเรียนรู้เพื่อประดับตัวเราเท่านั้น เหมือนเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านให้สวยงามแต่เราไม่ได้อยู่อาศัย แต่จะเป็นการเรียนรู้เพื่อให้คิด ให้ควบคุม และเพื่อการพัฒนาตัวเรา และก็เช่นกันไม่ได้เน้นให้ควบคุมตัวเราหรือพัฒนาตัวเราทางร่างกาย แต่จะเน้นจากภายใน ควบคุมการคิด การควบคุมสัญชาตญาณภายในตัวเรา เพื่อเกิดการพัฒนาจากภาพในไม่ใช่จากภาพภายนอก คนเราส่วนใหญ่มักจะเรียนรู้จากภายนอกตัวเรา กล่าวคือเช่น การพัฒนาทางร่างกาย หลายคนก็จะเข้าฟิตเนตกันหรือไปออกกำลังกายเพื่อการพัฒนาศักยภาพของร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี (ถึงปัจจุบันนี้จะกลายเป็นเรื่องของแฟชั่นไปบ้างแล้วก็ตาม) และในเรื่องของความคิด หลายคนมักจะเรียนรู้และพัฒนาความคิดจากภาพนอก กล่าวคือเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะมีอำนาจ เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะได้มา เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะรวย เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ เราก็จะคิด คิดไปต่างๆนานา หาวิธีการดังจะเห็นได้ว่ามีหนังสือตามร้านที่ขายกันอย่างมากมายเพื่อการพัฒนาตัวเรา แต่เป็นการพัฒนาจากภาพนอกตัวเองซะส่วนใหญ่ มีหนังสือไม่มากนักที่จะมีการพัฒนาจากภาพภายในตัว (ซึ่งความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ก็จะผลักไปให้เป็นเรื่องของศาสนา) ไม่ต้องอื่นไกลตั้งแต่เราเกิดมา การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษาทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนรู้จะภาพภายนอกทั้งสิ้น เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าไปสู่ระบบกลไกในทางเศรษฐกิจระบบกลไกของสังคมในยุคบริโภคและวัตถุนิยม จนเกิดปัญหาดังเช่นในปัจจุบันนี้ที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมากหลังจากจบการศึกษามาแล้วทุกๆปี มีนักศึกษาหลายคนที่ผมเคยคุยด้วย หลังจากจบการศึกษามา ผมถามไปว่า จะทำอย่างไรต่อไปหลังจบมาแล้ว ซึ่งมันก็เป็นปัญหาต่อมาของนักศึกษาหลายคน ซึ่งก่อนหน้านั้นปัญหาของนักศึกษาก่อนจบจะมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะเรียนจบได้ ซึ่งหลังจากเรียนจบปัญหาที่ตามมาก็อย่างที่บอก “จะทำอย่างไรถึงจะมีงานทำ” (และที่ดีด้วย) กล่าวคือการศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ มักจะมุ่งไปที่ระบบและโครงสร้างทางการศึกษามากเกินไป จนยากที่จะจัดการศึกษาให้เกิดความเป็นไทได้ กล่าวคือ นักศึกษามัวแต่ใช่เวลาให้หมดไปกับหลักสูตรและการวัดผลการเรียนการสอนจากภาพภายนอก แต่ไม่มีอะไรที่จะวัดระดับจากภายในได้เลย ระบบโครงสร้างจะต้องผลิตบุคลากรให้ไปมีงานทำยิ่งกว่าจะทำให้คนมีมโนธรรมสำนึกจากภายใน ที่เศร้ายิ่งไปกว่านั้นก็ตรงที่ต่อแต่นี้ไป คนที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ไม่ว่าจะได้ปริญญาในระดับใดๆมา ก็จะว่างงานยิ่งๆขึ้นทุกที และเห็นแก่ตัวมากขึ้น เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ต้องการใช้คนน้อยลงไปเรื่อยๆ และต้องการแรงงานที่ถูกลงไปเรื่อยๆอีกด้วยเช่นกัน การศึกษาส่วนใหญ่จะเน้นให้จบไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบทุนนิยมของสังคม เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกลไกของระบบ
การเรียนรู้นี้เราสามารถที่จะเรียนรู้ควบคู่กันไปได้ระหว่าง การเรียนรู้จากภายใน และการเรียนรู้จากภายนอก ไม่ใช่สักแต่เรียนรู้จากภาพภายนอกเพียงอย่างเดียว การเรียนรู้จากภายในเป็นขบวนการเรียนรู้ให้แต่ละคนได้รู้จักศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวเอง เพื่อที่จะได้รู้จักตัวเองและพึ่งตนเองได้
ชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ การที่จะเรียนรู้จักชีวิตนั้นผมจะขอเริ่มจากการเรียนรู้จากภายนอกตัวเราก่อนเพราะเป็นสิ่งที่เราสามารถมองเห็นและจับต้องได้เป็นรูปธรรม ซึ่งแต่ละคนมีกันอยู่แล้วอย่างครบถ้วนแล้วค่อยๆ เริ่มเรียนรู้เข้าไปภายในตัวเรา กล่าวคือ “จิตใจ”
ร่างกาย Body
ร่างกายของมนุษย์มีการจัดระบบเป็น ๔ ระดับด้วยกัน ระดับแรกเป็นระดับที่เล็กที่สุดได้แก่ เซลล์ (cell) จำนวนประมาณ ๗๕-๑๐๐ ล้านล้านเซลล์ แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆได้กว่า ๑๐๐ ประเภทด้วยกัน เซลล์ที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งวัตถุไม่มีชีวิตที่รองรับเซลล์เหล่านั้น ซึ่งเรียกว่า เมทริกซ์ (matrix) จะประกอบกันขึ้นเป็นกลุ่มที่เราเรียกว่าเนื้อเยื่อ (tissue) จะอยู่ในระดับสอง ระดับที่สามนั้น เนื้อเยื่อแต่ละชนิดจะทำหน้าที่ต่างๆกันไป เนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกันจะรวมกลุ่มกันเป็นอวัยวะ (organ) เพื่อทำงานเฉพาะอย่าง ในระดับสุดท้ายระดับที่สี่ ร่างกายจะมีการรวมกลุ่มอวัยวะต่างๆเพื่อให้ทำงานสัมพันธ์เป็น ระบบ (system) เดียวกัน กลายเป็นร่างกายเรากลายเป็นตัวเราอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นร่างกายโดยรวมก็คือ บรรดากลุ่มของเซลล์ต่างๆ ซึ่งจัดรวมกันอย่างมีระเบียบ และแต่ละกลุ่มก็จะอยู่ในที่ๆกำหนดเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างของมัน สรุประดับของร่างกายประกอบด้วย
- เซลล์ (cell)
- เนื้อเยื่อ (tissue)
- อวัยวะ (organ)
- ระบบร่างกาย (system)
ทั้งนี้ผมจะไม่ขออธิบายรายละเอียดต่างๆของระดับร่างกายสี่ระดับนี้ เพราะมันจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยไปอีกมาก ซึ่งจะไม่ตรงประเด็นกับหนังสือที่ผมเขียนนี้ ผู้อ่านที่ใคร่จะรู้ สามารถหาอ่านได้จากตำราที่มีอยู่มากมายได้
ร่างกายเรานั้น ทุกอย่างจะดำรงอยู่อย่างมีเสถียรภาพ อุณหภูมิของร่างกายคนเรานั้นจะคงตัวอยู่ที่ ๙๘.๖ ฟ. (๓๗ ซ.) ไม่ว่าจะอยู่ในเขตหนาวจัดหรือร้อนจัด ความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือดจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก การรักษาสภาพภายในร่างกายให้คงที่แม้ว่า สภาวะภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามนั้น เรียกว่า ภาวะคงที่ภายในกาย หรือ ภาวะธำรงดุล (homeostasis) หากในร่างกายไม่มีภาวะธำรงดุล ร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมภายนอกและเราก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข เพราะจะต้องแสวงหาสิ่งแวดล้อมที่คงที่อยู่ตลอดเวลา เราถึงต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่เป็นสัตว์ดังนี้ ไม่งั้นเราก็คงต้องอพยพเหมือนสัตว์ที่อพยพตามฤดูกาลเป็นอย่างแน่แท้ ภาวะธำรงดุลเกิดขึ้นได้เพราะร่างกายมีกลไกที่คอยควบคุมสภาพภายใน เมื่อใดที่สภาพสมดุลในร่างกายได้รับความกระทบกระเทือนร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง เช่น ร่างกายจะมีอาการสั่นหรือมีเหงื่อออก ทั้งนี้เพื่อปรับอุณหภูมิภายในร่างกายให้สมดุลกับโลกภายนอกนั่นเอง
ในแง่ของสสาร ร่างกายมนุษย์ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ธาตุต่างๆในร่างกายมนุษย์นั้น สามารถพบได้ในสิ่งต่างๆบนโลกเรานี้ แต่ในร่างกายมนุษย์เรานี้ ธาตุเหล่านี้ประสมกันในลักษณะซับซ้อนเฉพาะตัว สสารสำคัญๆ ที่พบประมาณร้อยละ ๗๐-๘๐ เป็นน้ำสักส่วนใหญ่ แต่ก็มีสสารผสมบางอย่างที่ไม่ปรากฏในสิ่งที่ไม่มีชีวิตอื่นด้วย นอกจากน้ำแล้ว ยังมีสสารโปรตีนอยู่ร้อยละ ๑๐-๒๐ ตามด้วยเกลือแร่อันเป็นส่วนผสมของ โลหะ กับ อโลหะ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) และกรดนิวคลิอิก (nucleic acidic) ซึ่งได้แก่ ดีเอ็นเอ (DNA ย่อจาก deoxy ribonucleic acid) ซึ่งเป็นโปรแกรมหลักของการประกอบสร้างร่างกายและ อาร์เอ็นเอ (RNA ย่อจาก ribonucleic acid) ซึ่งจะเป็นตัวสานต่อให้ร่างกายพัฒนาไปตามโปรแกรมหลักของ DNA แต่ที่น่าสนใจก็ คือ ร่างกายไม่ใช่ระบบทางเคมีที่ตายตัว แต่จะมีพลวัตปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เพราะมีการจัดระบบที่ดีเสริมการออกแบบที่น่าอัศจรรย์ กล่าว คือ อวัยวะต่างๆในร่างกายสามารถเสริมสร้างตนเองเจริญเติบโต มีการรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ มีระบบควบคุมและซ่อมแซมส่วนต่างๆได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ร่างกายยังสามารถสืบพันธุ์เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของสิ่งมีชีวิต
ทำไมชีวิตของคนเราเกิดมาจึงมีลักษณะหน้าตาหรือร่างกายคล้ายกันกับผู้ที่ให้กำเนิด ในศตวรรษที่ ๒๐ นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดลูกจึงมักจะมีส่วนเหมือนพ่อแม่ เหตุผลก็คือ พ่อแม่จะถ่ายทอดหน่วยพันธุกรรมให้แก่ลูก หน่วยเหล่านี้จะบรรจุด้วยข้อมูลคำสั่งซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะต่างๆของคน ในนิวเคลียสของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายจะมีสิ่งที่เรียกว่า โครโมโซม (Chromosome) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยพันธุกรรม หน่วยพันธุกรรมประกอบด้วยกรดดีเอ็นเอ เรียงกันเป็นเส้นยาว เซลล์แต่ละเซลล์จะบรรจุดีเอ็นเอ ยาวถึง ๑.๘ เมตร หากนำดีเอ็นเอทั้งหมดในร่างกายของคนคนหนึ่งมาเรียงเป็นเส้น ก็จะได้เส้นยาวถึง ๒๗,๐๐๐ ล้านกิโลเมตร เส้นที่บางเบาน่าอัศจรรย์ สมมติถ้าจะวัดก็จะได้ระยะทางจากโลกไปถึงดวงอาทิตย์ได้อย่างสบายๆ
กระบวนการถ่ายทอดพันธุกรรม เริ่มต้นจากที่อัณฑะของเพศผู้และของเพศหญิงในรังไข่ โดยอวัยวะเหล่านี้สร้างเซลล์สืบพันธุ์ คือ ตัวอสุจิของเพศชาย และไข่ของเพศหญิง พ่อแม่จะถ่ายทอดพันธุกรรมให้แก่ลูกทางเซลล์สืบพันธุ์ โดยทั่วไปเซลล์ของมนุษย์ประกอบด้วย ๔๖ โครโมโซม แต่เซลล์สืบพันธุ์นั้นเมื่อกลายสภาพเป็นตัวอสุจิหรือไข่แล้ว ตามกระบวนการแบ่งตัวแบบไมโทซิส จะเหลือโครโมโซมเพียงครึ่งเดียวคือ ๒๓ โครโมโซม ในอสุจิและไข่ เมื่อมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ตัวอ่อนจะกลับมีจำนวน ๔๖ โครโมโซมอีกครั้งหนึ่ง โดยได้รับหน่วยพันธุกรรมจากพ่อแม่ฝ่ายละครึ่ง สรุปง่ายๆว่า ที่เราเกิดมานี้มีส่วนที่ได้มาจากพ่อและแม่เราอย่างละครึ่งนั่นเอง ถ้ามีใครมาถามเราว่า นี่เราหน้าคล้ายพ่อน่ะ นี่เราหน้าคล้ายแม่น่ะ เราได้ส่วนไหนจากพ่อและแม่มากกว่ากันล่ะ เราตอบได้อย่างภาคภูมิใจเลยว่าได้มาอย่างละครึ่งจากพ่อแม่นั่นแหละ... บางท่านเข้าใจผิดว่า เราเกิดมาเป็นชายคงได้เชื้อจากพ่อมากกว่า หรือเราเกิดมาเป็นหญิงเราคงได้เชื้อจากแม่มากกว่า นั่นมันเป็นเรื่องของการจับคู่กันระหว่างโคโมโซม (XYของชาย) และ (XX ของหญิง) ซึ่งมันก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยต่อไปอีก นอกประเด็นของหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านที่ใคร่สนใจก็หาอ่านได้จากตำราต่างๆ เช่นกัน
เมื่อถึงเวลานี้ ที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งแล้ว ตามขบวนการตามธรรมชาติ การพัฒนาการทางตัวเราและการเรียนรู้กำลังจะเริ่มขึ้นต่อมา ดูเหมือนว่าการเรียนรู้หรือการรับรู้ต่อโลกใบนี้ดูช่างใหญ่โตนี่เสียนี่กะไร เรารับรู้สิ่งรอบตัวเราแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเวลาทุกวินาที สมองเราจะได้รับข้อมูลจำนวนนับไม่ถ้วนจากทุกส่วนของร่างกายและจากโลกภายนอกรอบตัวเรา ต่างกับสัตว์ที่เรียนรู้ตามสัญชาตญาณเพื่อการเอาตัวรอด แต่มนุษย์เราเรียนรู้เพื่อการพัฒนาการ โดยทั่วไปแล้วเราจะไม่ให้ความสนใจกับสัญญาณที่ได้รับข้อมูลเหล่านี้ ยกเว้นต่อเมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่คุ้นเคยหรือที่เป็นอันตราย เราจึงจะตื่นตัวกับมันเป็นพิเศษ
ปกติแล้วความสนใจของเราหรือการรับรู้จะค่อยข้างจำเพาะเจาะจง เราจะไม่สำนึกอยู่ทุกขณะจิตถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่แขน ขา ตา หู จมูก ปาก หรือความรู้สึกจากการสัมผัสต่างๆ อย่างเช่น เมื่อเราจดจ่อกับนวนิยายหรือกำลังทำอะไรบางอย่างเช่น วาดรูป เราก็จะไม่ได้ยินเสียงวิทยุหรือเสียงเฮฮาของคนรอบข้าง หรือขณะขับรถเราคงไม่อ่านแผนที่เส้นทางขณะขับรถไปเป็นแน่ “จิต” ของเราก็เช่นกัน ถ้าเราสามารถฝึกจิตให้สำนึกอยู่ทุกขณะ (สมาธิ) สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบกายก็จะไม่มากระทบตัวเราได้ กล่าวโดยรวมแล้ว จิตสำนึกจะไม่รับรู้ข้อมูลร้อยละ ๙๙ ที่สมองได้รับ ด้วยเหตุว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่สำคัญ หรือไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสนใจอยู่ในขณะนั้น และอะไรล่ะ ที่เป็นส่วนการรับรู้ข้อมูลของร่างกาย ที่จะกล่าวถึงในบทต่อไป
| [+/-] |
ประตูแห่งการรับรู้ |
วิธีที่จะเข้าใจทฤษฎีการรับรู้ได้ดีขึ้นนั้น ต้องศึกษาต้นกำเนิดของตัวเราเอง หรือตัวผู้รู้เองเสียก่อน แรกทีเดียวนั้นได้แก่การตอบสนองต่อสิ่งเร้า พร้อมกับการรับรู้แบบธรรมดาๆ มาตั้งแต่เกิด หรือจะพูดตามสำนวนโบราณได้ว่า การรับรู้ในตอนเกิดมา เป็นเหมือนกระดานเขียนที่ว่างเปล่า ประสาทสัมผัสจะประทับอะไรลงไปก็ได้ ถ้าหากจะพิจารณา ไล่เลียงเรื่องนี้ตามแนวจิตวิทยา ก็จะเห็นว่า ไม่มีญาณใดในตัวเราที่นำการรับรู้มาให้เราอย่างปาฏิหาริย์ และไม่มีกฎที่ว่า การรับรู้จะมาก่อนประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์จะต้องมาทีหลังการรับรู้ ถ้าประสบการณ์มาก่อนมันจะกลายเป็นว่าเราสามารถรู้อนาคตได้ล่วงหน้าเหมือนมีญาณวิเศษ ผัสสะต่างๆที่ว่าเป็นหน่วยแรกของการรับรู้นั้น อาจจะนำมาประติดประต่อกันเข้าเป็นระบบการรับรู้ จะสำรวจดูว่า สิ่งใดเป็นศัตรูและสิ่งใดเป็นมิตร หรือพอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ เป็นต้น และจะกระทำปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ผลที่ได้มาก็ คือ “ประสบการณ์การรับรู้” ประสบการณ์ที่ได้มานี้จะสะสมไว้เพื่อนำมาดัดแปลงต่อการใช้กับสถานการณ์ใหม่ๆต่อไป เป็นเรื่องๆ เป็นรายๆไป และจะมีประสบการณ์แปลกใหม่อยู่ตลอดไปเรื่อยๆ ผู้อ่านลองคิดดูซิว่า ชีวิตเรามันน่าสนุกสักเพียงไหนกับประสบการณ์ที่มีมาตลอดในชีวิตเรานี้ ประสบการณ์ทำให้เราจะปฏิบัติต่อสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างเฉลียวฉลาด โดยทำการควบคุมและครอบครองให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา จึ่งจะเห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า ประสบการณ์ที่สะสมไว้เช่นนี้แหละเรียกได้ว่าเป็น “ความรู้” ซึ่งมีสิ่งที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่ง ตรงที่เราได้ความรู้มาพร้อมกับความ “คับแคบในใจ” ตามมาด้วย! เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ประสบการณ์จะกระทำการควบคุมและครอบครองให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา จะเกิดการบีบคั้น เกิดการเห็นแก่ตัวขึ้น เห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เกิดความหยิ่งยะโส จะดูถูกและเอาเปรียบกันมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากประสบการณ์ได้สั่งสอนเรามา การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ทำให้เราฉลาดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เราเป็นคนที่มีศีลธรรมดีขึ้น หรือคุณธรรมดีขึ้นเลย ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้จากภายในตัวเราเองเป็นเพียงแต่ประสบการณ์จากภายนอกที่เรารับรู้หรือเรียนรู้ หลายคนก็คงทราบดีว่าปัจจุบันนี้สังคมเราเป็นอย่างไร แก่งแย่งแข็งขันกันเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเพื่อให้ได้มา เกิดวิกฤตการแก่งแย่งชิงดีขึ้นในสังคมเรา คิดหาวิธีต่างๆนาๆขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเราหรือกับกลุ่มพวกพ้องของเราขึ้น แต่ผมก็เชื่อว่ามีบางคนที่เคยมีประสบการณ์จากภายในมาบ้างอย่างเช่น เราจะเกิดความภาคภูมิใจเวลาเราได้ทำความดีขึ้น หรือการให้แล้วเรารู้สึกดีโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นการให้จากภายในใจ หรือรู้สึกดีเวลาที่ได้อยู่กับธรรมชาติที่สวยงามอย่างเป็นอิสระ (ถึงแม้จะชั่วขณะหนึ่งก็ตามที) เป็นต้น เราจะเกิดมิติทางใจเกิดขึ้น ซึ่งไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นสุนทรีย์ทางใจเกิดขึ้น จะเกิดอิสระจากภายในออกมา เป็นประเด่นที่จะกล่าวถึงต่อไปในบทต่อไปนั้น
ทางวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าคนเราประกอบด้วยส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งมีน้ำ กระดูก โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และไวตามิน ฯลฯ มีตัวกำหนดเพศด้วยโครโมโซม กำหนดลักษณะด้วยยีนมี DNA และ RNA เป็นตัวกำหนดโครงสร้างต่างๆ มีอวัยวะที่สำคัญทั้งภายในและภายนอก โดยอาศัยอาหาร อากาศ และ น้ำ เพื่อการยังชีพ มีความรู้สึกนึกคิด มีสติปัญญา มีความรัก ความเกลียด ความโกรธ ความต้องการ สามารถสืบพันธุ์กับสัตว์ประเภทเดียวกันดังที่กล่าวมาตอนต้นแล้ว และมีกาลเวลาที่ชีวิตต้องสิ้นสุดและเน่าเปื่อยสลายลง แต่ในอีกทางหนึ่ง ทางพุทธศาสนา ประตูแห่งการรับรู้ตัวเรานั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสองอย่างคือ การรับรู้ภายนอก และ การรับรู้ภายใน อย่างที่ผมกล่าวไว้แล้วว่า “รับรู้ กับ รู้สึก” การรับรู้เป็นสิ่งสัมผัสได้จากภายนอก ส่วนการรู้สึกสัมผัสได้จากภายในเราเท่านั้น (รูป กับ นาม) กล่าวได้ คือ
ร่างกาย (รูป / รูป)
ความรู้สึก (เวทนา / นาม)
ความจำ (สัญญา / นาม)
การคิด ปรุงแต่ง (สังขาร / นาม)
การรู้ (วิญญาณ / นาม)
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมานานอยู่แล้วกว่า ๒,๕๐๐ กว่าปี ในพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถ้าทำความเข้าใจให้ดี เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเราทั้งนั้น เราสามารถผัสสะสัมผัสเรียนรู้และฝึกได้ด้วยในตัว ซึ่งจะทำให้เรารู้เท่าทันตัวเราเองด้วย เมื่อเรารู้เท่าทันตัวเราเองได้ เราก็จะรู้เท่าทันคนอื่นได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะขออธิบายไว้เป็นข้อๆดังนี้
ร่างกาย (รูป / รูป) คือ
ผมต้องขอทำความเข้าใจในเรื่องนี้เล็กน้อยว่า ผมได้อธิบายในเรื่องร่างกายไว้แล้วในบทก่อน แต่นั้นเป็นเรื่องทางด้านกายภาพ (Physical) แต่สิ่งที่จะอธิบายต่อไปนี้เป็นเรื่องของ ผัสสะหรือสัมผัสล้วนๆ (Touch) ซึ่งต่างกันกับทางกายภาพมาก กระบวนการผัสสะทางร่างกายจำแนกได้อีกเป็น ๖ อย่างด้วยกัน คือ
ตา (ได้เห็น) หู (ได้ยินเสียง) จมูก (ได้กลิ่น) ลิ้น (ได้รส) กาย (ได้สัมผัส) ใจ (ได้รับรู้)
ดังจะเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก มันอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว เป็นผัสสะหกทาง ที่มีมาแต่กำเนิด แต่เราก็ใช้กันมาแบบไม่รู้ตัวเป็นสักส่วนใหญ่ กล่าวอีกแง่หนึ่งได้ว่า เรามักจะใช้ผัสสะตามสัญชาติญาณตัวเราเท่านั้น ถ้าเราได้จะพิจารณาลงไปถึงความจริงแล้ว มันก็จะเป็นเรื่องของความไม่เที่ยงด้วย เป็นกระบวนการหรือเป็นปรากฏการณ์ชั่วขณะหนึ่งๆเท่านั้น เป็นผัสสะที่ผ่านเข้ามาให้เรารับรู้แล้วก็ผ่านไป มีเกิดและก็มีดับไป แต่ที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ตอนที่ผัสสะผ่านเข้ามานั้นตัวเราจะคิดปรุงแต่งต่อไปอีกเรื่อยๆ หรือที่เราเรียกว่า ติดใจ และในที่สุดจะกลายเป็นอุปทานต่อไป กล่าวคือ “จะยึดมั่นถือมั่นในตัวตน” ขึ้นมาจนในที่สุดก็จะมีลักษณะกลายเป็นความเห็นแก่ตัวขึ้นมา วิธีลักษณะที่ตัวเราได้รับผัสสะหรือสัมผัสนั้นมีดังนี้ (จะขอกล่าวในทางกายภาพ วิชาการสักเล็กน้อย)
ตา - แม้ว่าตามปกติเราจะไม่ได้มองเห็นโลกนี้เป็นภาพหัวกลับ แต่จริงๆแล้วเลนส์ตานั้น จะโฟกัสภาพหัวกลับไปยังจอตา ทั้งนี้เป็นผลมาจากคุณสมบัติพิเศษของแก้วตา ซึ่งสัมพันธ์กับขนาดและรูปร่างของดวงตา ภาพหัวกลับนี้จะส่งผ่านจักษุประสาทไปยังศูนย์กลางการเห็นในสมอง สมองจะแปรให้เป็นภาพหัวตั้งตามจริงดังที่สมองรู้ว่าควรจะเป็น สมองของเราจะสามารถเติมส่วนที่มองไม่เห็นลงไปในภาพเค้าโครงวัตถุนั้นได้โดยอัตโนมัติ ด้วยข้อมูลเพียงเล็กน้อย เป็นต้นว่า เพียงแวบเดียวที่เราได้เห็นทิศทางของแสงที่สาดลงบนพื้นห้อง เราก็บอกได้ทันทีว่าขณะนั้นเป็นช่วงเวลาใดของวันได้ หรือถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์ใดที่ตาเห็น เราก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยต่อสถานการณ์นั้นๆได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เรารับรู้สิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่เราเห็นจริงได้ กล่าวได้ว่า การเห็นมิใช่เป็นเพียงการที่ดวงตาเราจับจ้องไปยังวัตถุภาพนอก และมีภาพสะท้อนกลับเข้ามายังจอตาเท่านั้น หากแต่ว่าการเห็นนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อสมองแปลความหมายของภาพที่เข้ามากระทบจอตาของเรา แล้วใช้ภาพที่ปรากฏแก่ดวงตานั้นเป็นพื้นฐานเพื่อสร้าง “ภาพอื่น” ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภาพอื่นๆนี้อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภาพความทรงจำ” สมองเก็บความจำไว้มากมายนับเป็นคลังข้อมูลภาพของสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา คลังข้อมูลภาพความทรงจำนี้ จะเป็นประโยชน์หากว่าภาพที่เข้ามายังจอตาขาดความสมบูรณ์หรือมีความคลุมเครือและต้องแปลความหมายเพิ่มเติมต่อไป คงจะเคยได้ยินที่ว่า ดวงตาคือหน้าต่างของโลกกว้าง ก็ไม่ผิดนัก
หู - เมื่อเราสีไวโอลิน ร้องเพลง เคาะส้อมเสียง หรือเราอาจพูดเป็นทางการได้ว่า ทำให้วัตถุสั่นสะเทือน แรงสั่นสะเทือนจะกระทบโมเลกุลของอากาศทั้งสองข้างของวัตถุนั้น เกิดเป็นคลื่นของอากาศที่โดนกดอัด (โมเลกุลที่โดนอัดเบียดกัน) สลับกับอากาศที่เบาบาง (โมเลกุลที่กระจายตัวออกไปเมื่อมีความกดน้อย) คลื่นนี้แผ่ขยายออกไปคล้ายระลอกคลื่นในมหาสมุทร เราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า “เสียง” คลื่นเสียงสะเทือนเป็นช่วงของความถี่ ทำให้เกิดเป็นเสียงแหลมเสียงทุ้ม คลื่นของแรงกดอากาศซึ่งเคลื่อนที่ไปนี้จะเป็นเสียง ได้ก็ต่อเมื่อเยื่อแก้วหูของเราถูกกระทบหรือได้รับ แล้วส่งสัญญาณคลื่นนี้ไปยังสมองเพื่อให้วิเคราะห์ว่าเป็นเสียงอะไร เมื่อเราได้ยินเสียงเพียงเสียงเดียว เราอาจจะรู้ถึงคุณลักษณะหลายประการของเสียง ได้แก่ ระดับสูงต่ำ ความดังเบา แม้แต่คุณภาพของน้ำเสียง ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความรู้สึกเร้าจากภายใน ความรู้สึกนี้เองจึงเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “ดนตรี” (Music) เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ดนตรีทุกประเภทมีความลึกซึ้งอย่างจะหาคำพูดใดมาอธิบายไม่ได้ และเพราะเหตุนี้เองดนตรีจึงลอยเด่นขึ้นมาในความสำนึกของเรา ปลุกอาเวคทั้งหมดในส่วนลึกของธรรมชาติของเรารื้อฟื้นขึ้นมาให้เราเสียใหม่โดยไม่มีความเป็นจริงแต่ประการใดเลย และปราศจากความปวดร้าวใดๆทั้งสิ้น . . .
จมูก - จมูกเป็นอวัยวะที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมรูปทรงที่ยื่นออกมา สอดคล้องกับการทำหน้าที่ทางสรีระ กล่าวคือเป็นท่อทางเดินอากาศ ตำแหน่งที่อยู่เหนือปากก็เหมาะสมต่อการรับรู้กลิ่นอาหาร เสริมกับปุ่มรับรสเพื่อช่วยจำแนกประเภทอาหารและรับรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ถ้าเราอยากสัมผัสกลิ่นให้เต็มที่ เราก็ต้องสูดหายเข้าลึกๆช้าๆ เพื่อให้กระแสอากาศลอยตัวขึ้นสู่ส่วนบนของจมูกเรา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีตัวรับสัมผัส แต่จมูกของเราจะรับรู้กลิ่นได้ก็ต่อเมื่อโมเลกุลของสารส่งกลิ่นนั้นอยู่ในรูปของเหลว กล่าวคือ กลิ่นต่างๆ มักอยู่ในรูปไอระเหยอยู่แล้วขณะที่ผ่านเข้าจมูกของเรา จมูกจะขับเมือกจากเยื่อบุผนังมาละลายโมเลกุลของสารส่งกลิ่น เมื่อโมเลกุลดังกล่าวสัมผัสปลายประสาทรับกลิ่นก็จะเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นเปลี่ยนเป็นกระแสประสาทรับรู้กลิ่น เดินทางไปตามเส้นประสาทที่ลอดผ่านแผ่นกระดูกใต้สมอง ขึ้นไปสู่สมองส่วนที่ทำหน้าที่รับกลิ่นต่อไป กลิ่นแม้มีเพียงโมเลกุลเดียวก็สามารถกระตุ้นปลายประสาทได้อย่างน่าทึ่ง กลิ่นหอมหลายชนิดมีผลต่อความทรงจำความรู้สึกเราได้เป็นอย่างดีด้วย
ลิ้น - ลิ้นเป็นหนึ่งในอวัยวะสัมผัสที่มีหลากหลายหน้าที่ มีบทบาทสำคัญในการพูดและการกินอาหาร ทั้งยังเป็นที่ตั้งของชิวหาประสาทและกายประสาท ซึ่งช่วยให้เราเพลิดเพลินกับการกินอาหาร ลิ้นช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากอาหาร เช่น จะส่งสัญญาณเตือนถึงความอันตรายหากอาหารที่กินร้อนเกินไป หรือเกิดความรู้สึกขยะแขยงหากอาหารนั้นบูดเน่า เป็นต้น เงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการรับรู้รสก็คือ ความชื้น อวัยวะรับรสจะตรวจพบสารที่ให้รสชาติในอาหารได้ก็ต่อเมื่อสารดังกล่าวละลายอยู่ในน้ำลาย หากปราศจากน้ำลายเราก็จะไม่สามารถรับรสใดๆได้เลย อวัยวะที่ทำหน้าที่รับรสอาหารก็คือปุ่มรับรสซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนลิ้น ที่เหลือกระจายอยู่ตามส่วนอื่นๆของปากและในลำคอ ปุ่มรับรสประกอบด้วยเซลล์ปลายประสาทซึ่งมีขนเส้นเล็กๆยื่นออกมาบริเวณส่วนผิว ปลายประสาทเหล่านี้เชื่อมต่อกับเครือข่ายเส้นประสาทซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับรสภายในสมอง ในขณะเดียวกัน เส้นประสาทอื่นๆก็ส่งข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิ ความอ่อนแข็งและความเจ็บปวด ซึ่งรับรู้ได้ด้วยลิ้นเช่นเดียวกัน
กาย - กายเราเป็นส่วนรับสัมผัสต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆได้ดีที่เราเรียกว่า ผิวหนัง ผิวหนังของเราเป็นอวัยวะน่าอัศจรรย์ที่ช่วยปกป้องและห่อหุ้มร่างกายช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกาย ขับถ่ายน้ำและเกลือแร่ และเป็นตัวรับสัมผัสอันว่องไวต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ความรู้สึกไวต่อการสัมผัสนั้นเกิดขึ้นมาจากโครงสร้างรับสัมผัสในร่างกาย เส้นขนเป็นตัวรับสัมผัสชนิดหนึ่ง ขนแต่ละเส้นเปรียบเหมือนเสาอากาศเมื่อถูกสัมผัส ร่างกายบริเวณที่ไม่มีขน เช่น ริมฝีปาก หัวนม อวัยวะเพศ จะมีระบบอื่นเพื่อรับสัญญาณ คือมีประสาทรับความรู้สึกอยู่หนาแน่น ซึ่งตอบสนองต่อการลูบเบาๆ ผิวหนังชั้นลึกจะมีปลายเส้นประสาทรับรู้อยู่ทั่วร่างกายเมื่อผิวถูกแรงกดต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีประสาทรับความรู้สึกชนิดพิเศษที่ทำให้เรารับรู้แรงสั่นสะเทือน ความร้อน และความเย็นได้ ทารกที่ไร้ผู้อาทรคอยลูบไล้โอบกอดและอุ้มพาไปที่ไหนๆด้วย จะมีร่างกายและจิตใจที่เจริญเติบโตช้า นี่เป็นเรื่องจริง! เห็นได้ชัดว่า กายสัมผัสมีความสำคัญต่อชีวิตไม่เพียงแต่สำหรับทารกเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็เช่นกันการสัมผัสและถูกสัมผัสจากผู้อื่นส่งผลให้เกิดความผาสุกทางจิตใจได้
ใจ - ใจเป็นตัวผัสสะอีกอย่างหนึ่ง หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า “ภาวะอารมณ์” เราจะเกิดผัสสะทางใจหรือภาวะอารมณ์ได้นี้ จะต้องเกิดจากผัสสะทั้งห้าคู่สัมผัสที่กล่าวมาแล้วนี้ก่อนตั้งแต่ ตา หู จมูก ลิ้น จนถึงกาย เป็นการสัมผัสกันด้วยของทางวัตถุ มองเห็นได้ เข้าใจได้ รู้รสได้ จับต้องได้ จึงเกิดภาวะอารมณ์ขึ้นมา อารมณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง อารมณ์ดีหรืออารมณ์ไม่ดี แต่หมายถึงสิ่งที่ผัสสะทั้งห้าตั้งแต่ ตาจนถึงกาย ถูกรู้ขึ้นมา “ใจ” จึงถูกผัสสะรับรู้ด้วย แต่ในบางครั้งใจก็ได้รับผัสสะโดยที่ไม่ได้ถูกรับรู้ด้วยผัสสะทั้งห้าในขณะนั้นได้ แต่เป็นการรับรู้มาแล้วแต่อดีตด้วยผัสสะทั้งห้ามาก่อน เช่น วันหนึ่งเรานึกถึงแม่ขึ้นมา นึกถึงพ่อขึ้นมา หรือนึกถึงคนรักขึ้นมา หรือนึกถึงอะไรที่เราเคยเห็นมาก่อน หรือเหตุการณ์ใดๆมาก่อน เป็นต้น เป็นการสัมผัสด้วยใจ ภาพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกใจรับรู้ได้ เป็นต้น
ความรู้สึก (เวทนา / นาม) คือ
รู้สึกเจ็บปวด เป็นทุกข์ ไม่สบายทางกาย ไม่สบาย ทางใจ หรือ รู้สึกเป็นสุขทางกายหรือทางใจ หรือรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ ถ้าเรารู้สึกชอบก็อยากได้อีกหรือ ที่เรียกภาษาปัจจุบันว่า “ติดใจ” ถ้าไม่ชอบเราก็อยากให้สภาวะความรู้สึกนั้นหายไปหรือหลีกไป ผู้อ่านคงเคยได้ยินว่า ถ้าเรารู้สึกอย่างไรเราก็จะกระทำอย่างนั้นไปด้วย นี่เป็นเรื่องจริง! แต่เป็นเรื่องจริงสำหรับคนที่ไม่รู้เท่าทันตนเองเท่านั้น แต่สำหรับคนที่รู้เท่าทันตนเองแล้วจะสามารถพิจารณาความรู้สึกของตนเองได้ กล่าวคือ ความรู้นี้นั้นจะเป็นประโยชน์กับตัวเราเองได้อย่างไร เช่น ความรัก ความรักทำให้เราเกิดความปรารถนาต่อไป หรือถ้าเราได้เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในสิ่งที่ไม่ดีเราก็สามารถเอาความรู้สึกไม่ดีของตัวเรานั้นมาเป็นอุทาหรณ์ได้ ดังนั้นความรู้สึกของตนจะไม่เกิดขึ้นได้เลยหากไม่มี “จิต” ควบคุมอยู่ด้วย
ความจำ (สัญญา / นาม) คือ
จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส ว่าเป็นอะไร ทางพุทธศาสนาถือว่า เป็นหน่วยความจำของ “จิต” ไม่ใช่ของสมอง และเป็นที่รวมของคำสั่งต่างๆ ซึ่งจะหลอมรวมกลายเป็น “ประสบการณ์” ประสบการณ์แต่ละเหตุการณ์ จิตจะจดจำไว้จากรูปที่เห็นและให้เราเกิดความรู้สึกต่อมา เราจดจำไว้เพื่อนำมาใช้ในการคิดต่อไปในภายหน้า ในลักษณะเดียวกับซอฟท์แวร์โปรแกรมที่ควบคุมกำกับสมองให้ทำงานอย่างคอมพิวเตอร์ เหตุการณ์ใดๆ ที่ผ่านเข้ามาทางรูปต่างๆ จะเกิดการจำเป็นสัญญาไว้ใน “จิต” จิตของคนเรามีคุณลักษณะ คือ สามารถเก็บบันทึกสิ่งที่ผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ คุณลักษณะส่วนที่ทำหน้าที่เก็บบันทึกสิ่งที่ผ่านเข้ามาสู่การรับรู้นี้เรียกว่า ความจำ (สัญญา) เช่นเด็กเกิดใหม่ยังไม่รู้จักอะไร เมื่อเติบโตขึ้นก็ค่อยๆ เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้นเป็นลำดับ ครั้งหนึ่งเด็กไม่รู้ว่าคนที่อุ้มตัวเองอยู่นั้นคือแม่ ต่อเมื่อมีคนสอนว่า นี่คือแม่ และได้รับการสัมผัสอยู่ตลอด จิตของเด็กก็บันทึกความรู้นั้นไว้ ทุกครั้งที่เด็กเห็นแม่ หรือได้ยิน เด็กจะรู้ว่านี่คือแม่ คุณลักษณะของจิตส่วนที่ทำหน้าที่เก็บบันทึกสิ่งต่างๆ นี้เรียกว่า ความจำ (สัญญา)
การคิด – ปรุงแต่ง (สังขาร / นาม) คือ
การคิดนี้ จะเป็นส่วนที่เราเคยผ่านมาก่อนแล้ว หรือที่เรียกว่า “ประสบการณ์มาก่อน” เราจึงจะคิดได้ คำอธิบายได้อีกอย่างหนึ่งหมายถึง “ความปรารถนา” ความต้องการก็ได้ เมื่อ “จิต” มีความปรารถนาอย่างใด ก็จะสั่งให้สมองให้ปฏิบัติตามโดย ๓ วิธีนี้คือ
- สั่งเป็นคำพูด หรือนึกคิดเป็นถ้อยคำในทันทีที่ต้องการ
- สั่งด้วยขบวนการทำงานร่วมกันระหว่างความรู้สึก(เวทนา) กับ ความจำหมาย(สัญญา) ซึ่งเป็นหน้าที่อย่างอื่นของจิตดังที่กล่าวมาแล้ว คำสั่งชนิดนี้มีลักษณะเป็น “จินตนาการ”
- สั่งด้วยกลไกของระบบร่างกายให้อวัยวะต่างๆทำงานเช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การเคลื่อนไหวของแขนขา ปฏิกิริยาทางร่างกาย เป็นต้น
สภาวะการคิดที่ปรุงแต่งใจ สภาวะที่ว่านี้แบ่งออกเป็นสามฝ่ายด้วยกันได้ คือ ฝ่ายดี ฝ่ายเลว และฝ่ายที่เป็นกลาง ตัวอย่างของสภาวะฝ่ายดี เช่น ความละอายต่อการชั่ว ตัวอย่างของสภาวะฝ่ายเลวก็เช่น ความไม่ละอายต่อการทำความชั่ว และตัวอย่างของสภาวะฝ่ายที่เป็นกลางไม่ดีไม่เลว เช่น ความเพียรพยายาม ความเพียรพยายามนี้โดยตัวมันเองไม่ดี ไม่เลว มันจะดีหรือเลวก็ต่อเมื่อถูกใช้ไปในทางที่ดีหรือชั่วเท่านั้น เช่น เพียรศึกษาหาความรู้ก็กลายเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเพียรฝึกฝนวิธีโจรกรรมก็เลยเป็นเรื่องเลว เป็นต้น
การรู้ (วิญญาณ / นาม) คือ
กล่าวได้ว่าการรู้ก็หมายถึง การรับรู้โลกภายนอกที่ผ่านเข้ามาทางอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า (รูป) คือ ตา หู จมูก ปาก กาย นอกจากนี้ยังรับรู้การทำงานอย่างอื่นของจิตอีกด้วย คือ รับรู้ความรู้สึก(เวทนา) รับรู้การจำ(สัญญา) รับรู้การคิด(สังขาร) ได้ด้วยดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งประกอบไปด้วยรูปกับนาม ทั้งสิ้น หรือกายกับใจเรา ดังจะเห็นได้ว่าทุกอย่างนั้น เชื่อมโยงกันหมด “จิต” คือ สิ่งที่ทำให้ ร่างกายมนุษย์ (รูป) มีความรู้สึก (เวทนา) มีความจำ (สัญญา) และ มีการปรับเปลี่ยนคิดเพิ่มเติมปรุงแต่งขึ้นอีก (สังขาร) จนเกิดการรับรู้ (วิญญาณ) เป็นขั้นๆไป
ผัสสะสัมผัส(รูป) --> ความรู้สึก(เวทนา) --> การจำ(สัญญา) --> การคิด/ปรุงแต่ง(สังขาร) --> การรู้ (วิญญาณ)
กล่าวได้ว่าเป็นขั้นๆในที่นี้ คือ หากเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ คือไม่มีข้อมูลเก่าจากความจำเก่า ก็จะมีการจำใหม่ไว้แทนต่อ ทั้ง “รูป” ที่เกิดความรู้สึก ที่เกิดจากสัมผัสการรับรู้จากภายนอก (ตา หู จมูก ปาก กาย) เห็นรูปนั้นไว้ด้วยกัน ครั้นในเวลาต่อมาเมื่อใดที่ได้เห็นรูปนั้นอีก ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา เมื่อครั้นเกิดความรู้สึกก็จะเกิดการจำขึ้นต่อมา อย่างที่เคยเกิดร่วมกับการเห็นครั้งแรกขึ้นมากได้อีกเสมอ ต่อมาเมื่อจำได้ก็จะคิดต่อเพิ่มเติมหรือปรุงแต่ง (จิตนาการ) จึงเกิดการเป็น จิต (การรู้)
การทำงานร่วมกันระหว่าง “ความรู้สึก” กับ “การจำ” เช่นนี้ ทางพุทธศาสนา เรียกว่า “จิตสังขาร” เป็นคำสั่งของจิตไปยังสมองอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ มีการเก็บคำสั่งไว้ในรูปของ “การจำ” แล้วใช้ “ผัสสะสัมผัส” เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด “ความรู้สึก” ซึ่งจะไปดึงเอา “การจำ” ที่เก็บไว้เป็นคำสั่งนั้นมาสู่สมอง ให้ปฏิบัติตามได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก (โปรดดูรูปตารางเทียบไปด้วย) ตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครสักคนด่าท่านด้วยถ้อยคำอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บช้ำใจยิ่งนัก ท่านก็จะจำถ้อยคำนั้นไว้ได้ เมื่อใดที่ได้ยินถ้อยคำนั้นอีก (หรือแม้แต่เพียงนึกถึง) ก็จะเกิดความรู้สึกเจ็บช้ำใจ ขึ้นมาได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบเท่าที่ยังจำถ้อยคำที่ด่าว่านั้นไว้ เช่นกัน ตรงกันข้ามถ้าท่านได้พบเห็นสิ่งสวยงามด้วยผัสสะสัมผัสจนเกิดความรู้สึกขึ้นและจำไว้ เมื่อใดที่ท่านได้เห็นอีกจากผัสะสัมผัส ท่านก็จะดึงจากการจำนั้นขึ้นมาเพิ่มเติมปรุงแต่ง นี่แหละที่เค้าเรียกว่า “จิตสังขาร” หรือ “จิตคิดปรุงแต่ง” ต่อไป
คำอธิบายดังนี้ อาจเปรียบเทียบได้ว่า ทำให้มองเห็นการใช้คำสั่งในลักษณะที่เป็นโปรแกรมเก็บไว้ในจิตที่เรียกว่า “ความจำ” อันมีลักษณะเดียวกับซอฟท์แวร์โปรแกรมใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยโปรแกรมคำสั่งเข้าไว้ในจิต และนำ “ความจำ” เข้ามาสู่สมอง (Loading to Brain) เช่นเดียวกับการนำโปรแกรมใช้งานเข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นมนุษย์เราก็จะมีพฤติกรรมไปตามโปรแกรมที่นำเข้าไปนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
| [+/-] |
กาลเวลาของธรรมชาติในสรรพสิ่ง(การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลา) |
การนับเวลาที่ว่ามานี้เป็น “สิ่งประดิษฐ์” อย่างหนึ่งที่มนุษย์เราตั้งขึ้นมาเพื่อให้สำหรับนัดหรือวัดเวลาบนโลก ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าพ้นจากดาวเคราะห์โลกนี้ไปแล้ว (ไปอยู่ดาวเคราะห์ดวงอื่น) เราก็คงไม่สามารถนับเวลาตามกฎเกณฑ์เดิมของเรานี้ได้ เราอาจจะพบกับเวลาที่แท้จริง ที่เรียกว่า เวลาแห่งจักรวาล (Cosmic Time) หรือเวลาแห่งเอกภพ (Universal Time) ซึ่งนั่นอาจจะเป็นธรรมชาติของเวลาที่จะต้องให้เวลาในการศึกษากันอีกมากมาย ปรากฎการณ์ลึกลับที่เกิดจาการซ้อนเหลื่อมกันของเวลาจึงเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ ที่เรายังหาคำตอบไม่ได้ และมักจะคิดว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเป็นเพราะว่า เรายังไม่เข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้จริงของ “เวลา”
โจน ฟอร์แมน (Joan Forman) ผู้เขียนสารคดีเรื่องกาลเวลาของธรรมชาตินี้ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจถึงความลึกลับของเวลา และได้ศึกษารวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ “การซ้อนเหลื่อมของเวลา” ไว้เป็นจำนวนมากซึ่งจะได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพียงบางเรื่องหลังจากนั้น เราจะมาวิเคราะห์กันถึงแนวทางที่มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้างบนพื้นฐานของหลักการทางวิทยาศาสตร์เท่าที่อารยชนรุ่นเราจะมีอยู่และรู้ได้ โจน ฟอร์แมน เขียนไว้ว่า การซ้อนเหลื่อมกันของเวลาอดีต กับปัจจุบัน และอนาคต นั้น เมื่อเวลาเกิดการซ้อนเลื่อมกันได้มันอาจจะซ้อนเข้าไปสู่อดีตหรือล่วงหน้าเข้าไปสู่อนาคต มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้ง 2 กรณี อนาคตที่ล่วงหน้ามาปรากฏขึ้นในปัจจุบันนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ๒ ทาง คือ เป็นภาพที่อยู่ในความฝัน หรือไม่ก็เดินไปดีๆ แล้วก็เห็นกันเจ๋งๆเลย จนบางทีคิดว่าเป็นภาพลวงตา ภาพที่อยู่ในอนาคตแล้วมาซ้อนกันอยู่กับปัจจุบัน บางครั้งอาจจะไม่รู้สึกผิดสังเกต เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่เมื่อเราไปพบเห็นเข้าสักวันหนึ่งข้างหน้า เราอาจจะรู้สึกประหลาดใจที่พอจะนึกออกว่า คลับคล้ายคลับคลาว่าเราเคยเห็นมาก่อน ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน แต่ไม่แน่ใจว่าเห็นมากับตาหรือในความฝัน หรือเห็นมาจากที่ไหนเมื่อไรมาก่อน
การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาทั้งอดีตและอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงได้ แต่เป็นความแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบาย คนส่วนใหญ่จึงยกให้มันเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติ อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือธรรมชาตินั้น ก็ยังคงต้องอยู่ภายใต้เหตุแห่งธรรมชาติทั้งนั้น แต่เรายังอธิบายไม่ได้หรือยังอธิบายได้ไม่ชัดเจนก็อาจจะเป็นเพราะว่าความรู้เรายังก้าวไปไม่ถึง มีใครบ้างที่จะอธิบายถึงการเกิดสุริยุปราคาได้ก่อนที่โลกจะเรียนรู้ถึงระบบการโคจรของดวงดาวในจักรวาล เมื่อโลกมืดลงเพราะเกิดสุริยุปราคาเมื่อหลายพันปีก่อนมันจึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติที่ไม่มีคำอธิบาย แต่ปัจจุบันเราสามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำแล้ว เช่นกัน การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาก็จะสามารถอธิบายได้ ถ้าเราจะรู้ซึ้งถึงกฎเกณฑ์ของเวลาแห่งจักรวาลมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามในขณะที่เรากำลังคลำทางเพื่อค้นคว้าเรื่องการซ้อนเหลื่อมแห่งเวลา ข้อสังเกตหลายประการก็ได้ถูกรวบรวมขึ้นมาบ้างแล้ว เช่น
- การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาจะเกิดขึ้นเมื่อมีจุดกระตุ้น
- การซ้อนเหลื่อมนั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาสั่นๆ
- มีความรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้นในขณะที่เวลากำลังจะซ้อนกัน
- ความรู้สึกบอกได้ว่ากำลังอยู่ในเหตุการณ์ที่แตกต่างกันใน ๒ เวลา
- เสียงจากเหตุการณ์ปัจจุบันนั้นจะหายไป
- การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาได้ด้วยการฝึกจิต
ใครจะยืนยันได้ว่า “เวลา” เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องเหตุการณ์ จะต้องเกิดจากอดีต มาสู่ปัจจุบัน และไปสู่อนาคตอย่างเดียวเท่านั้นหรือ อย่าลืมว่าความรู้สึกเช่นนี้ถูกฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึกของเรา เพราะเราคุ้นเคยกับการนับเวลาตามปฏิทินและการนับเวลาเช่นนี้เป็นเรื่องที่สมมติขึ้น หรือเรียกอีกอย่างว่า “เวลาประดิษฐ์” เป็นเครื่องมือวัดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ฉลาดประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อวัด “เวลา” ที่เนื้อแท้ๆของมันนั้น คือ “ เวลาแห่งจักรวาล ” ซึ่งอาจจะมีเครื่องมือวัดระบบอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปมาใช้วัดได้ ในภาวะปกติเวลาจะต่อเนื่องกันไปตามระบบการวัดของมนุษย์ แต่เมื่อมี “สิ่งผิดปกติ” เกิดขึ้น ธรรมชาติของเวลาที่แท้จริงก็จะแสดงออก เวลาจะเกิดการเหลื่อมซ้อนกัน ข้อที่น่าสังเกตว่า เมื่อเวลาเกิดเหลื่อมซ้อนกันนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ ก็เนื่องมาจากผู้พบเห็นเหตุการณ์จะเกิดอาการผิดปกติขึ้นในร่างกาย เช่น เวียนหัว ทำนองเดียวกับบุคคลที่มีประสาทพิเศษบางคนที่จะเกิดอาการผิดปกติขึ้นก่อนหน้าที่จะเกิดแผ่นดินไหวซึ่งเป็นความผิดปกติของธรรมชาติ เช่นเดียวกันถ้าจะเทียบกับความรู้สึกของคนบางคนที่เกิดผิดปกติขึ้นมาก่อนหน้าที่ เวลาธรรมชาติอย่างหนึ่งกำลังจะผันผวนด้วยการที่มันกำลังจะซ้อนเหลื่อมกัน
สิ่งที่น่าขบคิดต่อไปก็คือว่า ถ้าอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พร้อมอยู่แล้วที่จะปรากฏออกมา ถ้าเช่นนั้น “ข่าวสาร” ของเหตุการณ์เหล่านี้ควรจะมีอยู่แล้ว มันปรากฏอยู่ในรูปใดรูปหนึ่ง และ ณ.ที่ใดที่หนึ่งสมมุติฐานที่อาจจะยังอยู่เหนือความนึกคิดอยู่ สมมติฐานหนึ่งที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้มีการส่ง “คลื่นลึกลับ” ออกมาตลอดเวลา คลื่นนี้จะบรรจุข่าวสารเกี่ยวกับตัวมันเอง (เช่น สีสัน รูปลักษณ์ สภาวะ ฯลฯ) คลื่นลึกลับเหล่านี้มีการรับและดูดกลืน จากวัตถุอื่นและเมื่อวัตถุอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และเมื่อสวิตช์ถูกเปิดขึ้น ข่าวสารเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาช่วงหนึ่งเข้าสู่เครื่องรับ ซึ่งเป็นสมองคน ก็อาจจะทำให้ปรากฏภาพขึ้นได้ ปัญหาก็อยู่ที่ “คลื่นลึกลับ” ที่สามารถเก็บภาพและเสียงเอาไว้ได้นี้คืออะไร แต่มันเป็นความจริงทางฟิสิกส์ที่ยอมรับกันข้อหนึ่งว่า มวลสารทุกอย่างมีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาตลอดเวลา คลื่นแสงที่ทำให้เรารับรู้ความสดสวยของโลก หรืออาจจะเป็นความขยะแขยง คลื่นวิทยุ รังสีอุลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ ตลอดจนรังสีแกมม่า ชื่อต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นเหล่านี้ที่เคยเป็นคลื่นลึกลับมาก่อนได้ถูกทยอยค้นพบในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แล้วใครหละจะกล้าพนันได้ว่า ในช่วงศตวรรษต่อไป “คลื่นลึกลับ” ที่ส่งภาพอดีตและอนาคตจากสรรพสิ่งในโลกออกมาจากตัวมันเองจะไม่เป็นคลื่นรายต่อไปที่ถูกค้นพบ
สาขาสำคัญหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ที่เรียกว่า ควนตัม เมคคานิคส์ (Quantum machanics) มีส่วนสนับสนุนในเรื่องความไม่แน่นอนของเวลา โดยดูจากความไม่แน่นอนของอิเล็กตรอนในอะตอม เราไม่สามารถบอกถึงตำแหน่งแห่งหนของอะตอมที่แน่นอนได้ มันอาจจะวิ่งไปข้างหน้าหรือว่าย้อนหลังในเวลาเดียวกันได้ มันทำตัวเหมือนกับไม่ขึ้นอยู่กับเวลา อนาคตหรืออดีต อาจจะอยู่ ณ. ที่ปัจจุบันก็ได้ ความลึกลับของเวลาในโลกอิเล็กตรอนอาจจะไขความลึกลับของเวลาแห่งจักรวาลได้บ้างไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ในวันหนึ่งข้างหน้า เป็นความจริงที่ยอมรับกันแล้วว่าสมองของคนเรานั้นมีการส่งคลื่นออกไปตลอดเวลา ด้วยลักษณะของความถี่ที่แตกต่างกัน และเมื่อมันทำตัวมันเป็นเครื่องส่งได้มันก็น่าจะเป็นเครื่องรับได้ด้วยภาพของเหตุการณ์ในอดีต หรือในอนาคตที่มาปรากฏในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมาในรูปของการเห็นหรือจากความฝันซึ่งเราเรียกมันว่าเป็นการซ้อนเหลื่อมของเวลานั้น อาจจะเป็นการรับ “คลื่นลึกลับ” ที่เข้าสู่สมองในขณะที่สมองนั้นอยู่ในสภาวะที่เกิด “ปรับ” (Tune) ได้ตรงกับคลื่นนั้นพอดี
ถ้าเราสามารถรับรู้เหตุการณ์ในอนาคตซึ่งโดยสามัญสำนึกเราคิดว่า มันยังไม่น่าเกิดขึ้น เพราะผลของอนาคตจะต้องต่อเนื่องจากเหตุแห่งปัจจุบัน ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่าข่าวสารในอนาคตได้ถูกกำหนดไว้แล้ว รอให้เราไปพบโดยที่เราจะปล่อยมันไม่ได้เลย อย่างนั้นหรือ คำตอบก็คือ ใช่ ! อาจจะเป็นอย่างนั้น เหตุการณ์ทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว หรือถ้าจะพูดลึกลงไปก็คือ มันได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเช่นนั้นผู้อ่านบางท่านอาจจะเถียงได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อมัน คือ เรื่องของอนาคต คำถามที่น่าคิดสำหรับท่านก็ คือ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เดี๋ยวนี้ท่านเรียกว่า “ปัจจุบัน” คือ ปลายสุดของเหตุการณ์ซึ่งต่อเนื่องมาจากอดีต ปลายสุดหมายถึงว่า เหตุการณ์ในอนาคตยังไม่มี
ผู้อ่านอาจจะแน่ใจอย่างนั้นไม่ได้ เพราะนั่นคือ ความรู้สึกของเวลาที่ถูกวัดด้วยระบบของปฏิทิน นั้นคือเวลาประดิษฐ์ สมมติว่ามีการเทียบกับการวัดอีกระบบหนึ่ง คนที่อยู่ในระบบนั้นจะมองเห็นว่า ปัจจุบันที่เรากำลังดำเนินอยู่นั้นมันคือ อดีต เมื่อมองจากระบบของเขานั่นเอง ถ้าอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเป็นสิ่งที่ได้ถูกกำหนดวางไว้แล้ว เกิดขึ้นแล้ว ปรัชญาของคนโบราณเกี่ยวกับเรื่องของชะตาชีวิตที่กล่าวว่า “วิถีชีวิตของคนทุกคนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว” สิ่งที่มันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ก็นับได้ว่าเป็นแนวความคิดที่น่าสนใจมิใช่น้อย เรื่องที่เราคิดว่าไร้สาระ อาจจะตรงกับหลักความจริงที่ลึกซึ้งลงไปกว่านั้น สำหรับการค้นพบในวันข้างหน้า และเมื่อนั้นเราอาจจะต้องยกย่องให้ แล้วบอกว่า คนโบราณนี้คิดไกลจริงๆ
เวลาดูเหมือนว่าไหลผ่านไปอย่างเดียวกับกระแสน้ำ เราแยกสายธารแห่งเวลาออกเป็นสามสายธาร คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล มีความจริงอยู่ว่า “อดีตกาลถูกสร้างขึ้นในความทรงจำ และปัจจุบันกาลมีความเป็นจริงในประสบการณ์ และอนาคตกาลล่วงหน้าอยู่ในจินตนาการ” เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ปัจจุบันกาลไม่เฉียบขาดเหมือนคมมีด ที่เราเรียกกว่า ชั่วขณะ ชั่วคราว (Sir James Jeans / The Mysterious Universe) ความจริงมันมีช่วงเวลาอยู่เหมือนกันในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ มีก่อนหลังอยู่ด้วย แต่ตามความเข้าใจของคนส่วนมากแล้วถือกันว่า ก่อนหลังพรุ่งนี้วานนี้ ล้วนแต่เป็นการกำหนดขึ้นในอุดมการณ์ประดิษฐ์ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับอวกาศแห่งมโนภาพ เวลาแห่งมโนภาพก็ผิดเพี้ยนกับเวลาแห่งผัสสะนิดหน่อยเช่นเดียวกัน เวลาคิดเราคิดถึงเวลานามธรรม ซึ่งปัจจุบันกาล เฉียบขาดเหมือนคมมีด ไม่มีช่วงเวลา หรือช่วงเวลามีค่าเป็นศูนย์ ส่วนอดีตกาลและอนาคตกาลอาจจะยืดออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การซ้อนเหลื่อมกันแห่งเวลาอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่นเดียวกับการเกิดแผ่นดินไหว สุริยุปราคา หรือภูเขาไฟระเบิด เพียงแต่เรายังไม่มีกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดมาอธิบายได้เท่านั้น ความจริงแล้วมีอยู่ในตำราคัมภีร์โบราณต่างๆ หรือตำนานต่างๆ เหมือนกันเกี่ยวกับเวลา แต่จะเรียกอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ภพชาติ การระลึกชาติได้ ดังที่มีในตำราและคำกล่าวต่างๆทางพุทธศาสนา
ในพระไตรปิฎก มีข้อความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสถึงการกระทำของพระองค์เอง และของคนอื่นๆว่า ได้เคยกระทำคล้ายอย่างนั้นมาแล้วในอดีต หรือที่เราเรียกในนิทานชาดกในเรื่องทศบารมีหรือทศชาติ ถึงตัวเราจะระลึกอดีตชาติไม่ได้ และไม่รู้ว่าเราสะสมอดีตชาติมาเป็นอย่างไร แต่ในพุทธศาสนาทั้งนี้ จะไม่เน้นพูดถึงเรื่องอดีตชาติหรือภพชาตินี้หรือภพหน้า แต่จะพูดถึง “เหตุและผล” ที่เป็นการสืบเนื่องเชื่อมโยงกันมา กล่าวคือ สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากอดีต เหตุจากในอดีตเป็นผลให้เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ และเช่นกัน เหตุที่เรากระทำลงไปในปัจจุบันนี้ ก็จะเป็นผลให้เกิดขึ้นในอนาคตเราด้วย คนส่วนใหญ่ไม่ได้ฉุดคิดในข้อนี้ปล่อยกระแสการกระทำของเราให้เป็นไปตามกาลเวลา และอารมณ์ความรู้สึกของตัวตนเราในขณะนั้นไป... สิ่งที่เป็นจริงซึ่งเรียกว่าสิ่งธรรมชาติ จะต้องอยู่ภายใต้อวกาศและเวลา เกิดขึ้นและดับลงโดยมีสาเหตุ และเกิดผลตามมา จึงเกิดทรรศนะที่เรียกว่า “ธรรมชาตินิยม” ขึ้นมา ดังจะกล่าวต่อไป
| [+/-] |
ศาสนากับธรรมชาตินิยม |
ปรัชญาธรรมชาตินิยม ตั้งต้นจากทรรศนะที่ว่า สิ่งที่เป็นจริงซึ่งเรียกว่า สิ่งธรรมชาติ (Natural Object) จะต้องอยู่ภายใต้อวกาศและเวลา (Space and Time) เกิดขึ้นและดับลงโดยมีสาเหตุ และสาเหตุนั้นจะต้องเป็นสิ่งธรรมชาติด้วย หมายความว่า นอกจากสสารแล้ว สิ่งที่มิใช่สสาร เช่น ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “จิต” (Mind) ของมนุษย์ หากอยู่ภายใต้ระบบอวกาศและเวลาแล้ว ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริงด้วย นับเป็นการทลายข้อจำกัดของปรัชญา “สสารนิยม” (Materialism) ซึ่งยอมรับแต่เพียง สสาร (Matter) ที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น ชีวิตจึงได้แก่ปฏิกิริยาพิเศษโดยเฉพาะของสิ่งที่มีโครงสร้างอันซับซ้อน สสารเองก็ยังเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันอย่างมีระเบียบของ โปรตอน และ อีเล็กตรอน ซึ่งมีระดับต่ำกว่าสสาร เมื่อวิวัฒนาการสูงขึ้นๆ อย่างมากแล้ว มนัสจึงเริ่มแสดงบทบาทออกเป็นขั้นอุดการณ์ของสิ่งที่มีชีวิตที่ความซับซ้อนมากๆ เราอาจจะกล่าวได้ว่า ธรรมชาติไต่เต้าขึ้นหาชีวิตและมนัสโดยการจัดระเบียบในสสาร
ตามทฤษฎี “วิวัฒนาการ” (ชาร์ลส์ ดาร์วิน) หลังจากโลกได้เย็นตัวลงแล้ว ปฏิกิริยาทางเคมีบนผิวโลกทำให้เกิดไอน้ำ ไอน้ำที่ลอยขึ้นสูงถูกแรงดึงดูดของโลกดูดไว้ ก่อให้เกิดชั้นบรรยากาศและเมฆขึ้น ในที่สุดเมฆก็ตกลงมาเป็นฝน ทำให้เกิดลำคลอง แม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร เมื่ออนินทรียสาร (non-organic matter) ทำปฏิกิริยากับน้ำปริมาณมหาศาลในเวลาที่ยาวนานเพียงพอ สิ่งมหัศจรรย์ คือ อินทรียสาร (organic matter) หรือ “ชีวิต” (Life) ก็ได้บังเกิดขึ้น จากโครงสร้างที่เรียบง่าย เช่น สัตว์เซลล์เดียว ชีวิตได้วิวัฒนาการสู่ความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยแยกเป็นทั้งอาณาจักรพืชและอาณาจักรสัตว์ ในอาณาจักรสัตว์ชีวิตได้วิวัฒนาการจากหนอนทะเล มาเป็นปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์บก กระทั่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในที่สุด เมื่อชีวิตมีวิวัฒนาการที่ยาวนานเพียงพอ สิ่งอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ “จิต” (Mind) ก็เกิดขึ้น นักชีววิทยาสังเกตว่า รูปแบบของชีวิตนับตั้งแต่ปลาเป็นต้นมาล้วนแต่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “จิต” เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปลาโลมาที่สามารถฝึกได้ สุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ลิงที่เริ่มเรียนรู้การใช้เครื่องมือ และที่สำคัญที่สุดก็คือ “มนุษย์” จิตของมนุษย์จึงเป็นสุดยอดของวิวัฒนาการของจักรวาลนี้ จากการคำนวณของนักธรณีวิทยา โลกมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปี สิ่งมีชีวิตมีอยู่ในโลกนี้ประมาณ ๕๐๐ ล้านปี และมนุษย์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๒ ล้านปีมานี้เอง ทฤษฎี “วิวัฒนาการแบบก้าวกระโดด” (Emergent Evolution) บ่งบอกว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณมาถึงจุดหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพขึ้นอย่างฉับพลัน และในวิวัฒนาการของจักรวาลและโลก ได้เกิดวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดขึ้นอย่างน้อยที่สุด ๔ ครั้งใหญ่ๆ คือ การเกิดขึ้นของ มวลสาร น้ำ ชีวิต และจิตใจ พุทธศาสนาเห็นพ้องกับปรัชญาธรรมชาตินิยม ที่ว่า จิตใจของมนุษย์มีอยู่ แต่มิใช่ “สิ่ง” (Object) แต่เป็น “ปรากฏการณ์” (Phenomenon) ที่ไม่เป็นตัวไม่เป็นตน เป็น “อนัตตา” (non-self) ร่างกายที่จับต้องได้เห็นได้ กับจิตใจที่จับต้องไม่ได้เห็นไม่ได้ จึงเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน และอิงอาศัยกันอย่างแยกไม่ออก
ตามทฤษฎี “ควอนตั้มฟิสิกส์” (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) หน่วยที่เล็กที่สุดที่เรียกว่า “อะตอม” (Atom) นั้นมิใช่สิ่งที่แข็งตันและหยุดนิ่งอยู่กับที่ ดังคำอธิบายของ “ฟิสิกส์แบบนิวตัน” (Newtonian Physics) แต่กลับประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน และช่องว่างมหาศาลระหว่างประจุไฟฟ้าเหล่านั้น และอิเล็กตรอนก็วิ่งรอบนิวตรอนด้วยความเร็วสูง ทุกสิ่งจึงเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งอยู่กับที่ สรรพสิ่งจึงเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของมันเองได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากแรงผลักจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเป็นไปอย่างสะเปสะปะไม่แน่นอน เราจะต้องแปลกใจที่มันไม่อยู่ตรงที่คำนวณเอาไว้ แต่พบว่ามันกระโดดไปตามเรื่องตามราวอย่างพิสดารไร้ทิศทาง เรื่องนี้ทำให้มึนงงไปตามๆกันกับนักวิทยาศาสตร์ เหมือนกับว่ารากฐานของวิทยาศาสตร์พังทลายเสียแล้ว เพราะรากฐานทางวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เหตุการณ์ในธรรมชาติถูกกำหนดขึ้นอย่างแน่นอนตายตัว กล่าวคือ ปัจจุบันเป็นผลของอดีตอย่างเคร่งครัด การค้นคว้าใหม่นี้ ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ เน้นหนักมากขึ้นในเรื่องลักษณะสถิติของกฎในธรรมชาติ เราอาจจะไม่รู้ว่าอิเล็กตรอนแต่ละตัวจะมีพฤติกรรมอย่างไร แต่เราสามารถ กำหนดสถิติขึ้นอย่างเชื่อถือได้ จึงเป็นอันว่าแม้ในโลกน้อยๆที่เราอาศัยอยู่นี้ พื้นฐานของวิทยาศาสตร์ก็หาได้คลอนแคลนไปแต่อย่างใดไม่ กฎในธรรมชาติส่วนมากเป็นกฎตามสถิติ นั้นก็เท่ากับยืนยันพฤติกรรมรายเฉลี่ยของสังคมศาสตร์ได้ว่า อัตวินิบาตกรรม จะเกิดขึ้นประมาณสักกี่รายในกลุ่มชนสังคมหนึ่ง ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง แม้ว่าจะเอาแน่เอานอนเป็นรายคนไปไม่ได้ว่าคนไหนบ้างจะทำอัตวินิบาตกรรม หรืออีกตัวอย่างหนึ่งได้ว่า พฤติกรรมของแต่ละคนเราไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าเรามองภาพรวมใหญ่และตามสถิติแล้ว เราก็อาจจะคาดการณ์ในอนาคตได้บ้างของสังคมนั้นๆไป พูดกว้างๆแล้วหลักการใหม่นี้ดูเหมือนจะถือว่า หน่วยเฉพาะแต่ละหน่วยมีเสรีภาพในการกระทำของตัวเอง มากกว่าที่รู้มาแต่เดิมเสียอีก
ตามทฤษฎี “การระเบิดครั้งยิ่งใหญ่” (เอ็ดวิน ฮับเบิ้ล) ต้นกำเนิดของจักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) เมื่อประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว อันก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่กลายเป็น “มวลสาร” (Matter) ปริมาณมหาศาล แรงระเบิดได้ก่อให้เกิด ช่องว่าง หรือ อวกาศ (Space) ขึ้น มวลสาร อวกาศ และความเร็ว ได้ก่อให้เกิด เวลา (Time) ขึ้น จักรวาลได้ขยายตัวออกกลายเป็น กาแล็กซี่ (Galaxy) ซึ่งมีจำนวนกว่า หนึ่งล้านล้านกาแล็กซี่ แต่ละกาแล็กซี่ประกอบด้วยดาวฤกษ์ (เช่น ดวงอาทิตย์) จำนวนกว่า หนึ่งล้านล้านดวง สุริยะระบบ (Solar System) ของเราอยู่ชายขอบ กาแล็กซี่ทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) ซึ่งอยู่ชายขอบของจักรวาลใหญ่อีกทีหนึ่ง เราจึงมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ว่าในความหมายใดก็ตามที (ที่มา : ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษย์ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ทรรศนะทั้งสามนี้ นับเป็นการทลายข้อจำกัดของปรัชญา “สสารนิยม” ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของฟิสิกส์แบบนิวตัน ซึ่งมองว่าสรรพสิ่งอยู่ภายใต้ระบบจักรกล (Mechanism) จะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีแรงผลักจากภายนอกเท่านั้น (Determinism) และทุกสิ่งสามารถทอนลงเป็นหน่วยย่อยได้ (Reductionism) “สสารนิยม” จึงปฏิเสธการมีอยู่ของ “จิต” ว่าเป็นเพียงปฏิกิริยาทางชีวเคมีของร่างกายเท่านั้น ไม่สู้จะมีใครพยายามกำหนดให้รัดกุมมากขึ้นไปอีกว่า ตัวการปลุกเร้าให้เกิดวิวัฒนาการดังที่กล่าวมานี้ มีธรรมชาติเป็นอย่างไรกันแน่ เท่าที่กำหนดกันไว้เพียงรางๆ ก็ว่าเป็นพลังงานควบคุมภายใน เป็นพลังงานควบคุมและประสานงานดั้งเดิม แน่นอนถ้าจะบอกว่าเป็นตัว “จิต” เสียคำเดียวก็จะง่ายแสนง่าย ที่จะง่ายก็เพราะสามารถเทียบดูได้กับตัวเราเอง จิตเป็นตัวการกระตุ้นให้ทำการทุกอย่างในตัวเรา เพราะฉะนั้น ในธรรมชาติก็น่าจะเหมือนกัน
ดังจะเห็นได้ว่า คำว่า ธรรมชาตินิยม ก็ไม่ต่างกันกับที่มีความหมายคล้ายกับสสารนิยมนัก ที่เชื่อในเรื่องของ สสาร อะตอม แต่ถ้าจะให้เราเชื่อในเรื่องของสสารนิยม ก็จะดูตื้นเกินไป อาจจะเป็นเพราะว่ามาจากความหมายที่ไม่แน่นอนของสสารนิยม และความเข้าใจของเราที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด ธรรมชาตินิยมจึงเสนอใช้คำอื่นแทน คือ พลัง การเคลื่อน กฎธรรมชาติ และการมีเหตุผล เป็นต้น เป็นตัวกำหนด ซึ่งสิ่งที่อธิบายสรรพสิ่งต่างๆนี้ เพียงพอสำหรับการอธิบายโลกเราแล้ว อาจจะต่างกันอยู่บ้างก็เพียงแต่ธรรมชาตินิยมนี้จะเน้นความสำคัญของสสารนิยมน้อยกว่า และหันมาเน้นความสำคัญของพลังงานแทน จะเห็นได้ว่าธรรมชาตินิยมก็คือ การเอาเรื่องของ สสารนิยม กับ จิตนิยม เข้ามาไว้ด้วยกันอย่างดี
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ พลิกเนื้อหาวิชาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ทฤษฎีนี้ครอบงำกฎสำคัญๆ ทั้งหลายซึ่งมีสูตรกะทัดรัดตายตัว และนำไปประยุกต์ได้ตรงเป้าหมาย จนทำให้วิชาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์เชิดหน้าชูตาได้บนเวทีแห่งความรู้ของมนุษย์อยู่ทุกวันนี้ กระนั้นก็ดี ครั้นหันมาพูดถึงธรรมชาตินิยมของสรรพสิ่งต่างๆ วิชาฟิสิกส์ทางด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหมดก็เหมือนเปลือกหอยที่ว่างเปล่า มีสภาพเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น เป็นความรู้เพียงโครงเรื่องยังไม่มีเนื้อหา แต่ทว่าทั่วไปในโลกฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์เนื้อหาก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แน่นอนทีเดียวว่าจะต้องเป็นเนื้อเดียวกันกับความสำนึกของคนเรา นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า มีบางอย่างที่อยู่ลึกในโลกแห่งฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถรู้และเข้าใจได้ด้วยวิธีการทางฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ ยิ่งกว่านั้น เราได้พบว่า แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปไกลสักแค่ไหนก็ตามที จิตจะได้รับคืนจากธรรมชาติก็เฉพาะสิ่งที่จิตได้ใส่ลงไว้ในธรรมชาติเท่านั้น มีบทกวีเคยกล่าวไว้ว่า...(A.S. Eddington / On the Nature of Things)
“เราได้พบรอยเท้าประหลาดบนชายหาดที่ยังไม่เคยรู้จัก...”
“เราได้คิดหาทฤษฎีลึกซึ้งทฤษฎีแล้วทฤษฎีเล่า เพื่อเดาหาที่มาของมัน...”
“ในที่สุด...”
“เราก็ปะติดปะต่อร่างของเจ้าของรอยเท้านั้นจนได้...”
“และน่าประหลาดใจน้อยอยู่หรือที่ว่า...”
“ที่แท้เป็นรอยเท้าตัวเรานี้เองแหละ...”
ในที่สุด เราจะสรุปอย่างไรกันดี สำหรับแก้ปัญหากำเนิด และธรรมชาติสรรพสิ่งชีวิต ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะถ้าเราพบกุญแจไขความลึกลับเกี่ยวกับกำเนิดและธรรมชาติของเซลล์มีชีวิตเซลล์แรกได้เมื่อไร เราก็คงได้กุญแจไขความลับของโครงการยิ่งใหญ่แห่งวิวัฒนาการเช่นกัน และวิวัฒนาการนี้เองที่มาสูงเด่นสุดยอดกับชีวิตมนุษย์ กับความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ และกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราด้วย เราได้เห็นแล้วว่าทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้นนี้ หามิได้ให้คำตอบและอธิบาย อย่างที่น่าพึงพอใจแก่เราไม่ ทั้งนี้ก็เพราะเราสังเกตเห็นอยู่ว่า ไม่มีเส้นแบ่งเด็ดขาดระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไร้ชีวิต และก็ดูเหมือนกับว่า ในห้วงลึกของธรรมชาติจะมีตัวการอะไรแฝงอยู่สักอย่าง มีลักษณะเป็น อิทธิพลสร้างสรรค์ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่ออิสรภาพ เป็นการผลักดันและปรับปรุงตัวให้เกิดระเบียบ ให้เกิดความสัมพันธ์ขึ้นอย่างหนึ่ง ซึ่งยังหาคำเหมาะๆใช้ไม่ได้ ความสัมพันธ์หรือการรวมกลุ่มกันใหม่นี้ ทำให้เกิดคุณลักษณะคุณค่าใหม่ๆ แห่งวิวัฒนาการ จึงได้ชื่อว่าสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
มนุษย์จึงไม่แตกต่างไปจากหุ่นยนต์ นับเป็นข้อจำกัดของปรัชญา “สสารนิยม” ที่นำเอาระบบกลไกทางฟิสิกส์มาใช้อธิบายเรื่องของชีวิตซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ละเอียดอ่อนทางชีววิทยา การเกิดขึ้นของปรัชญา “ธรรมชาตินิยม” จึงทำให้ความรู้ทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มาประสานสอดคล้องเข้ากับความคิดทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎี “อนิจจัง” และ “อนัตตา” อย่างน่าอัศจรรย์
| [+/-] |
ปริศนาจิตวิญญาณมนุษย์ |
ปริศนาอาจเป็นคำถามที่มีเป้าหมายเบื้องต้นที่ความลี้ลับของ “จักรวาล” ความเป็นมาและจุดมุ่งหมายของการเกิดขึ้นมาและการดำรงอยู่ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างกันของธรรมชาติในสรรพสิ่งและชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์เรา ส่วนปรัชญาและศาสนา อาจเป็นคำตอบหรือความพยายามที่จะแสวงหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังคำถามธรรมชาติในสรรพสิ่งเหล่านั้นด้วยปัญญา เพื่อยังหาความรู้ความเข้าใจร่วมกันของมนุษย์เราต่อความจริงแท้
ในด้านปฏิบัติ ปริศนามักจะซ่อนเงื่อนงำของประสบการณ์ ธรรมชาติที่คนทั่วไปมักจะนึกไม่ถึงหรือนึกไม่ทันเอาไว้ แต่หากว่าปริศนาใด ซ่อนเงื่อนของประสบการณ์ทางจิตที่ประณีตและล้ำลึก ย่อมต้องอาศัยความ ล้ำลึกและประณีตเช่นเดียวกันของปัญญาหรือปรัชญาและศาสนา มาใช้ในการตีความ หรือพิจารณานั้นๆด้วย ดังเช่นปริศนาธรรมในศาสนา ล้วนเป็นปรัชญาแทบทั้งนั้น ซึ่งแน่นอน! การตีความย่อมมีระดับความล้ำลึกประณีตต่างกันไปตามระดับของ ปัญญาของผู้พิจารณานั้นๆ ดังนั้นการคาดหวังที่จะเห็นข้อสรุปของการ พิจารณาให้เป็นเช่นเดียวกันจากทุกคนจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะปัญญาของคนเราล้วนเป็นแยกได้สองประเด็นทั้งสิ้น กล่าวคือ ซึ่งประเด็นแรกเป็นปัญญาที่ได้มาจากประสบการณ์บนสัญชาติญาณ ส่วนประเด็นที่สองเป็นการได้มาจาก วัฒนธรรมความเชื่อและจากความรู้ หรือวิทยาศาสตร์ที่สะสมเป็นความทรงจำ ไล่ขึ้นมาตามช่วงเวลาและความก้าวหน้าของความรู้ความเชื่อนั้นๆ
ดังนั้นจึงเป็นได้ที่ความเห็นของคนเราอาศัยการรับรู้มาจากสองประเด็นทั้งสองนั้น ปัญญาดังกล่าวเป็นไปในทำนองเดียวกันทุกประการ ยกเว้นสำหรับน้อยคนยิ่งนักที่สามารถมีปัญญาระดับพิเศษ นั่นคือ ปัญญาที่ได้มาจากการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ อย่างไรก็ตาม น่าจะต้องเชื่อได้ว่ามันมีปัญญาอีกระดับหนึ่งที่อยู่ก่อนหน้าระดับพิเศษนั้น นั่นคือปัญญาของนักปรัชญา หรือกวีเอกยอดศิลปิน รวมทั้งนักฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ผู้คร่ำเคร่งอยู่กับ จินตนาการ ดังที่ไอน์สไตน์ และ ต่อมาวูลฟ์กัง พอลี (นักวิทยาศาสตร์) ที่พูดเอาไว้มีใจความคล้ายๆกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ผลักดันในนักวิทยาศาสตร์เป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่แท้จริงมีเพียงประการเดียว นั่นคือ “จินตนาการ” ดังนั้นเองจึงมีแต่นักปรัชญา หรือกวีชั้นยอดด้วยกันที่เข้าใจ “ความตายของนิรันดร” หรือนักฟิสิกส์ระดับเดียวกันที่เข้าใจ “ความว่างของความเต็ม หรือ ความเต็มของความว่าง” และเช่นเดียวกัน ผู้ที่ปฏิบัติจิตด้วยกันที่เราสามารถเข้าใจถึง “ความสงบของจิต ความว่างของจิต” ได้ด้วยเช่นเดียวกัน
การพิจารณาเพื่อตีความหมายของประสบการณ์ โดยเฉพาะ หลักหรือทฤษฎีปรัชญา และศาสนาในอดีต โดยคนทั่วไปที่เป็นคนธรรมดาในยุคสมัยต่อๆมา จึงเห็นแตกต่างกันไปตามพื้นฐานของข้อมูลของความรู้ของตนแต่ละคนนั้นๆ การตีความหมายจึงมีแต่การโต้แย้งกันในทุกประเด็น ทั้งนี้ก็เพราะ วัฒนธรรมความเชื่อและความหลากหลายกับความก้าวหน้าทางวิชาการที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวันและกาลเวลา ทุกวันนี้ทางตะวันตกจึงได้มีการเอาปรัชญาในยุคของกรีกมารื้อฟื้น และนำมาปรับแปรใหม่จากการเทียบเคียงกับความรู้ใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะในด้านของฟิสิกส์ทฤษฎีและชีววิทยาใหม่ นั่นเป็นเช่นเดียวกับที่นักฟิสิกส์แควนตัมในอดีตเมื่อ ไม่นานมานี้ ที่ได้พบความแนบขนานสอดคล้องกัน ระหว่างวิทยาศาสตร์ใหม่ กับ ศาสนาที่อุบัติขึ้นมาจากทางตะวันออก เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ เต๋า และศาสนาอื่นๆ เมื่อหลายทศวรรษก่อน หลังจากนั้นความรู้ใหม่ที่เป็นความจริงใหม่นี้ ก็ได้กลายเป็นวิสัยทัศน์ที่เป็นพื้นฐาน ของกระบวนทัศน์ใหม่ทางสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนจากกระบวนทัศน์เก่าเดิม ที่เน้นความจริงทางกายภาพบนหลักการแยกส่วน สู่กระบวนทัศน์องค์รวม หรือกระบวนทัศน์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนามากๆ แล้วอย่างรวดเร็ว
ด้วยมิติใหม่ทางวิชาการเช่นนั้นเอง ที่ทำให้นักคิด นักค้นคว้าในระยะหลังๆมานี้ พากันหวนกลับไปค้นคว้ารื้อฟื้นปรัชญาเก่าๆ และความรู้เดิมๆ ของอดีตที่ถูกหลงลืมทิ้งไป หรือไม่เข้าใจกลับมาศึกษาใหม่เป็นโครงการรายวิชาในสถาบันของมหาวิทยาลัย และพบว่า มีหลายอย่างหลายประการเหลือเกินที่ความรู้ และข้อมูลเก่าเดิมเหล่านั้น ได้เป็นส่วนอย่างยิ่งที่สำคัญต่อความคิด ว่าด้วยทิศทางและเป้าหมายของการสร้างสรรค์ หลักการของการดำรงอยู่ของ จิตปัญญา หรือ จิตวิญญาณสูงสุด ซึ่งก็คือ ที่มาของพระเจ้าในความเชื่อของมนุษย์เรานั่นเอง
กล่าวเอาไว้ว่า “จิตวิญญาณ” คือความจริงแท้พื้นฐานของธรรมชาติที่เปี่ยมไปด้วย ศักยภาพของความเป็นชีวิต และคือ ตรรกะอันบริสุทธิ์ที่มีหนึ่งเดียว ส่วนจิตวิญญาณที่อยู่ในทุกชีวิตหรือตัวตน เป็นส่วนหนึ่งของความจริงที่บริสุทธินั้น เมื่อคนเราตายไป ส่วนสำคัญของจิตวิญญาณตัวตนที่ว่านั้น จะกลับไปรวมกับความจริงที่ยิ่งใหญ่ อันเป็นสากลหนึ่งเดียวนั้น นี่คือแนวคิดของ อริสโตเติล (นักปรัชญาสมัยกรีก)นั้นคือ ผู้ที่นักวิทยาศาสตร์กายภาพยอมรับว่าเป็น “บิดาแห่งความรู้วิทยาศาสตร์” ทั้งนี้ก็เพราะว่า อริสโตเติล เป็นผู้ยึดมั่นต่อเหตุผล เชื่อมั่นต่อความเป็นระบบ และนำความเป็นเหตุปัจจัยระหว่างกันและความเป็นระบบนั้นๆ มาเป็นประเด็นหลัก ในการอธิบายข้อสังเกตและการทดลองของเขา แต่ไม่ค่อยมีนักวิชาการ หรือนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดสนใจที่จะหยิบยกเอาหลักปรัชญาที่เป็นประสบการณ์ทาง “จิต” หรือด้านของความรู้เร้นลับต่อความจริงอันสากล รวมทั้งเนื้อหาที่ว่าด้วยจิตวิญญาณที่อธิบายธรรมชาติในสรรพสิ่งมาศึกษาค้นคว้ากัน
จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้เท่านั้น เมื่อความคิดดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาใหม่ และพบว่า สอดคล้องกับกลไกของกระบวนการชีววิวัฒนาการทางด้านฟิสิกส์เคมีอย่างน่าสนใจยิ่ง ความก้าวหน้าใหม่ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์สสาร และจิตวิญญาณ (God in Nature) ซึ่งก็คือ จิตวิญญาณสูงสุดนั้น มีมาตั้งแต่เดิม ตั้งแต่เริ่มต้นของจักรวาล สิ่งที่ผลักดัน วิวัฒนาการสู่ชีวิตเป็นเรื่องที่ต้องเป็นเช่นนั้นมาแต่ต้น ด้วยแม่พิมพ์ที่เรียกว่ารูปแห่งชีวิตที่ซ่อนตัวเองอยู่ภายในวิวัฒนาการทั้งหมดของมนุษย์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากกลไกภายนอก หรือความบังเอิญ ทุกสิ่งมีทิศทาง มีเป้าหมายตั้งแต่ต้น... แต่จากภายในของมนุษย์เรานี้เอง และในฐานะที่มนุษย์เราอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมด้วยสังคมศาสตร์ จึงต้องมีที่มาที่ไป ที่จะกล่าวต่อไปในเรื่องของประวัติศาสตร์มนุษย์ในบทต่อไปนี้
| [+/-] |
ประวัติศาสตร์มนุษย์ |
ได้มีการค้นคว้าวิจัยมนุษย์ในด้านต่างๆ ในฐานะที่เป็นร่างกายด้วย สรีรศาสตร์ (Anatomy) ในฐานะที่เป็นจิตด้วย จิตศาสตร์ (Psychology) และในฐานะที่อยู่ร่วมเป็นประชาคมด้วยสังคมศาสตร์ ส่วนในฐานะประวัติศาสตร์ เรารู้จักมนุษย์ดีขึ้นด้วยการตรวจสอบและวิเคราะห์เรื่องราวที่จารึกสืบต่อกันมา ด้วยการพยายามเข้าใจความหมายของความนึกคิด และการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ ด้วยการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยคำนึงถึงสาเหตุ จุดประสงค์ สถานการณ์ และความเป็นจริง จริงอยู่ที่ว่า วิธีการค้นคว้าทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เรารู้มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับมนุษย์อย่างละเอียดลออและโดยสมบูรณ์นั้น ดูออกจะเป็นได้โดยยาก หรือมิฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยถึงแม้ความก้าวหน้าในปัจจุบันจะรุดหน้าไปไกลเพียงไรก็ตาม
เมื่อกล่าวถึงมนุษย์ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงโลกด้วย “มนุษย์ และ โลก” คำเชื่อมว่า “และ” นี้มีความสำคัญต่อมนุษย์ แต่ไม่มีความสำคัญต่อโลก เพราะจะคิดได้โดยง่ายโลกสามารถดำรงอยู่ตามลำพังได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับชีวิตนั้นได้ แต่ไม่อาจนึกภาพมนุษย์ได้โดยปราศจากโลก เรามีชีวิตอยู่ตั้งแต่ลมหายใจแรกจนถึงลมหายใจสุดท้ายพัวพันอยู่กับโลก เรามาสู่โลก ไม่ใช่โลกมาสู่เรา และเราจากโลกไปในขณะที่โลกยังดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่แยแสกับเรา
โลกซึ่งเราอยู่ในและอยู่กันนี้ มิใช่จะเป็นโลกแห่งประวัติศาสตร์ และมนุษย์ก็มิใช่จะเป็นมนุษย์ในแง่ของประวัติศาสตร์โดยอัตโนมัติเสียทีเดียว การเขียนประวัติศาสตร์มิใช่การเขียนประวัติชีวิตของบุคคลหรือของกลุ่มสังคมใดสังคมหนึ่งแต่เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองซึ่งกระทบกระเทือนต่อการกระทำและโชคชะตาของประชาชาตินั้นๆ และเพราะเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง ประวัติศาสตร์จึงพัวพันเป็นประการสำคัญอยู่กับสภาวะแวดล้อมของการปกครอง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามวิถี สงครามโลกทั้งสองครั้งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าประวัติศาสตร์มิใช่ประวัติศาสตร์แห่งวัฒนธรรม หรือประวัติศาสตร์ผลงานทางสติปัญญาความนึกคิด มิใช่ประวัติศาสตร์แห่งความคิดเห็น หรือประวัติศาสตร์ปัญหาทั้งหลายแหล่ แต่เป็นประวัติศาสตร์โลกตามความหมายทางการเมือง แม้แต่สงครามซึ่งอ้างการขัดแย้งทางศาสนาเป็นต้นเหตุก็เป็นต้นเหตุผิวเผินที่ปรากฏอยู่เบื้องบน แต่สาเหตุลึกซึ้งที่แท้จริงนั้นมิอาจหลีกเลี่ยงเรื่องของการเมืองไปได้
แต่อย่างใดก็ตาม การนำเอาประวัติศาสตร์เข้ามาพัวพันกับปัญหาทางปรัชญา ซึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของโลก และของมนุษย์นั้นเพิ่มจะเริ่มต้นด้วย เฮเกล (Hegel) ความคิดที่ว่าปัญหาทั้งหลายทางปรัชญาจะได้รับการพิจารณาได้ก็ด้วยวิถีทางของประวัติศาตร์เท่านั้น เป็นความคิดที่เริ่มมาเพียงเมื่อ ๑๕๐ ปีที่แล้วมา แล้วก็หายไปอีก ในระยะเวลาที่ผ่านมาตามความคิดเห็นของปราชญ์กรีกโบราณนั้น มิใช่เป็นคุณสมบัติจำเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์แต่ที่จำเป็นและเป็นธรรมชาติวิสัยก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความโน้มเอียงที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกันกับผู้ที่มีความคล้ายคลึงกัน ( ผิว เชื้อชาติ ความเชื่อถือ ) แต่ในระดับที่สูงมากกว่าระดับของฝูงผึ้ง และฝูงสัตว์เลี้ยง นอกจากความโน้มเอียงของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมนี้ มนุษย์ยังมีความสามารถในการเสริมสร้างและผูกพันประชาคมไว้ด้วยกันโดยความเข้าใจในภาษาและคำพูด
มนุษย์เป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อเป็นเพื่อนมนุษย์ และจะเป็นเพื่อนมนุษย์ได้ก็ต่อเมื่อได้ร่วมใช้ชีวิตของตนเองกับมนุษย์อื่นด้วยการติดต่อเข้าใจกันทางภาษา การเข้าใจซึ่งกันและกันในสิ่งซึ่งให้คุณและให้โทษ ในสิ่งซึ่งถูกต้องและผิด ในสิ่งซึ่งยุติธรรมและอยุติธรรม ในสิ่งซึ่งจริงและไม่จริง เราอาจพูดถึงมนุษย์ในแง่ที่เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มีความเข้าใจ และเป็นสัตว์สังคม หรือสัตว์การเมือง โดยไม่มีความจำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวอ้างถึงประวัติศาสตร์ ประวัตศาสตร์อาจพัวพันกับมนุษย์ แต่มิได้มีส่วนกำหนดกฎเกณฑ์ในความเป็นมนุษย์ ที่ว่ามนุษย์ดำรงอยู่ในแง่ของประวัติศาสตร์นั้น เป็นความคิดซึ่งเริ่มมาในอดีตซึ่งไม่นานนัก แต่ทว่ามีจุดเริ่มต้นที่ไกลออกไปอีกในความเข้าใจของโลกตามเทววิทยาของคริสต์ศาสนา เมื่อจักรวาลกลายเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นมา ความนึกคิดเกี่ยวกับ ประวัติศาตร์ ก็อาจสืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์โบรัมโบราณ ซึ่งมีเรื่องการสร้างโลกและการสร้างมนุษย์ด้วย และในที่สุดก็มาให้ความสนใจในมนุษย์ในฐานะที่เป็น ชีวิตที่ดำรงอยู่ในแง่ของประวัติศาสตร์
กรีกโบราณมีความประทับใจอย่างลึกซึ้ง ในกฎเกณฑ์ความเป็นระเบียบแบบแผนที่หมุนเวียนอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ ไม่มีผู้ใดสมัยนั้นที่จะให้ระบบจักรวาลที่ได้รับการจัดแจงเป็นระเบียบเรียบร้อยดีแล้วนี้ มีความสัมพันธ์กับความผันแปรไม่แน่นอนของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ในประวัติศาสตร์ของโลก ต่างรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์และการกระทำที่ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของตนไว้ แต่สงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย ระหว่างเอเธนส์ กับ สปาร์ตา และความเจริญรุ่งเรืองของโรมจนมีอำนาจเป็นศูนย์กลางของโลกเหล่านี้ ไม่เป็นต้นเหตุให้นักปรัชญาสมัยนั้นประดิษฐ์โครงสร้างปรัชญาทางประวัติศาสตร์ขึ้นมา เหตุผลที่ไม่มีปรัชญาทางประวัติศาสตร์นี้มิใช่เพราะความเพิกเฉยไม่ไยดีต่อเหตุการณ์ที่สำคัญ แต่เป็นเพราะได้รู้แจ้งเห็นจริงและตระหนักว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเพียงครั้งเดียว และการเปลี่ยนแปลงต่างๆนั้น อย่างดีก็เพียงให้รายงานข่าว เป็นเรื่องราว หรืออีกนัยหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์แต่มิอาจเป็นความรู้ที่แท้จริงได้
มีข้อคิดอยู่เพียงประการเดียว ถึงกระนั้นก็ค่อนข้างสำคัญ ซึ่งนักประวัติศาสตร์กรีกเน้นที่ว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอันเป็นการจารึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์นั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะธรรมชาตินี้จะไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยโดยหลักการแล้ว จึงเป็นที่ประจักษ์สำหรับเหตุการณ์ทำนองนี้ในอดีตและปัจจุบันจะเกิดขึ้นเช่นกันในอนาคต ในวิถีทางเดียวกันและคล้ายคลึงกัน อนาคตไม่อาจนำมาซึ่งสิ่งที่ใหม่อย่างสมบูรณ์ ในเมื่อเป็นธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมีขึ้นแล้วก็สูญหายไป
การที่ทุกชาติ ทุกรัฐ ทุกเมือง และทุกบุคคลผู้ทรงอำนาจทั้งหลายจะต้องประสบกับจุดจบที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น สำหรับความเข้าใจและความรู้สึกของชาวกรีกและโรมันโบราณมีความหมายเช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า มนุษย์ทุกคนต้องตาย ทุกอย่างในโลกนี้ซึ่งอุบัติย่อมผันแปรสลายไป ความผันแปรสลายตัวไปของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมนุษย์ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งผิดแปลกอย่างเห็นได้ชัดจากความแน่นอนของการโคจรของดวงดาวในท้องฟ้านี้ เป็นเหตุผลที่ง่ายและกระจ่างแจ้ง ความก้าวหน้าภายใต้จิตสำนึกของเสรีภาพหรือเพราะประวัติศาสตร์ มีจุดหมายปลายทางที่จะสร้างสรรค์สังคมที่ปราศจากชั้นวรรณะ ภายในอาณาจักรแห่งเสรีภาพมนุษย์ ซึ่งมีความหมายเป็นคำเดียวกับ ผู้ที่ต้องตาย! อันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงและลึกซึ้งสำหรับคำ ความผันแปรไม่แน่นอน ความอนิจจังของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมนุษย์ที่เกี่ยวกับมนุษย์ เขารู้สึกจำเป็นที่จะต้องจารึกการกระทำ หรือเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ไว้เป็นประวัติศาสตร์ เป็นความพยายามเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นอมตะไม่มากก็น้อย เพราะถ้าปราศจากประวัติศาสตร์ไว้ช้าไปแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้ก็จะจมลงสู่ห้วงที่ว่างเปล่าแห่งความลืม เพราะมนุษย์ไม่มีส่วนร่วมในความเป็นอมตะของพระเจ้า
การกระทำของมนุษย์จึงต้องการประวัติศาสตร์ เพื่อที่ว่าการกระทำหรือเหตุการณ์เหล่านี้จะมีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์ ซึ่งเป็นผู้กระทำและเป็นผู้ก่อเหตุการณ์นั้นเอง ในเมื่อมนุษย์เองนี้เป็นผู้กำหนดประวัติศาสตร์ และอะไรล่ะที่เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ในการกระทำนั้นๆ ดังจะเห็นได้ว่าเกิดมาจากความเชื่อ เมื่อเกิดความเชื่อก็เกิดศรัทธา เมื่อเกิดศรัทธาก็เกิดศาสนาตามมา ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้
ประวัติศาสตร์ ชาย - หญิง
(บทความนี้ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อให้ผู้หญิงได้มีการรู้ที่เท่าทันตามยุคสมัย )
ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่า ยุคหะรัปปา (Harappan) เป็นสังคมที่ประกอบด้วยชน สองกลุ่มใหญ่ คือ พวกอารยัน กับ พวกทราวิฑ (ดราวิเดี่ยน) พวกอารยัน คือ พวกชนพเนจรเผ่าหนึ่งที่อพยพหรือเร่ร่อนเข้ามายึดแผ่นดินอินเดียเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ในขณะที่พวกทราวิฑเป็นพวกที่อยู่ติดแผ่นดินอินเดียมาก่อน พวกอารยันเมื่ออพยพเข้ามาแล้ว ได้มาสถาปนาสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมของชาวอารยันขึ้น ในการสถาปนานั้นเป็นการสถาปนาบนการต่อสู้กันระหว่างคนสองกลุ่ม กล่าวคือ ประเด็นเรื่อง ผู้หญิง - ผู้ชาย และประเด็นอื่นๆในสังคมวัฒนธรรมอินเดีย เป็นผลมาจากการต่อสู้ในทางวัฒนธรรมความเชื่อ นั่นคือ ตามประวัติพวกอารยันนั้นเป็นพวกที่นับถือเทพเจ้าซึ่งเป็นผู้ชาย ซึ่งอยู่บนฟ้าหรือบนสวรรค์ เพราะคนพวกนี้เป็นพวกที่อพยพเร่ร่อน พวกอารยันจึงไม่สามารถนับถือเทพเจ้าที่อยู่บนดินได้ เนื่องจากเมื่อมีการอพยพจากผืนแผ่นดินเดิมไปแล้ว เขาจะทิ้งเทพเจ้าของเขาเอาไว้เบื้องหลัง แต่ถ้าเทพเจ้าอยู่บนฟ้า จะตามเขาไปได้เรื่อยๆ เช่นดวงอาทิตย์ดวงดาวต่างๆ ในขณะที่พวกทราวิฑนั้นนับถือพระแม่เจ้า ที่อยู่บนผืนแผ่นดิน
เพราะฉะนั้นเวลาที่พวกอารยันเข้ามาสู่แผ่นดินอินเดีย จึงมีการต่อสู้กันระหว่างคนสองกลุ่ม และคนสองกลุ่มนี้ถ้าเราจะวินิจฉัยจากรูปเคารพและลัทธิความเชื่อ ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า พวกอารยันนั้นยกย่องผู้ชายให้เป็นผู้นำหรือเทพเจ้าที่เป็นบุรุษเพศ เช่นนับถือพระอาทิตย์ พระอาทิตย์ก็เป็นผู้ชาย ในขณะที่พวกทราวิฑนับถือพระแม่เจ้า เช่นกรณีพระแม่คงคา ซึ่งเป็นพระแม่เจ้าประจำแม่น้ำ พระแม่ธรณี ซึ่งเป็นแม่เจ้าประจำพื้นแผ่นดิน
กรณีที่ทราวิฑนับถือเช่นนี้ก็มีข้อสันนิษฐานตามมาว่า ชนทราวิฑนั้น ผู้หญิงมีอำนาจเหนือกว่าผู้ชาย เมื่อคนสองกลุ่มนี้มาอยู่ด้วยกันจึงมีการปะทะกันทางวัฒนธรรม ซึ่งภายหลังพวกอารยันได้มีชัยเหนือพวกทราวิฑ ก็พยายามที่จะทำให้เห็นว่าพวกผู้หญิงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เทพเจ้าผู้หญิงต่อมาจึงถูกลดทอนมาเป็นเพียงแค่ศักติของเทพเจ้าผู้ชายเท่านั้น ความขัดแย้งของคนทั้งสองกลุ่มนี้ก่อให้เกิดผลผลิตทางวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งมีการรังเกียจไม่เฉพาะในเรื่องของผู้หญิงกับผู้ชายเท่านั้น เช่นการรังเกียจผิว พวกอารยันซึ่งเป็นคนผิวขาวก็รังเกียจพวกทราวิฑซึ่งเป็นคนผิวดำ จึงทำให้เกิดระบบวรรณะที่ทำให้คนเกิดมาแล้วไม่เสมอภาคกัน มีการรังเกียจวิถีชีวิตไปด้วย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันให้เห็นถึงผลผลิตทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งพวกอารยันมีชัยเหนือพวกทราวิฑ
กรณีเรื่องผู้หญิงก็เป็นกรณีหนึ่งซึ่งเป็นผลติดตามมาของการที่พวกอารยันแสดงความเชื่อในเชิงข่ม ให้เหนือกว่าความเชื่อของพวกทราวิฑที่เคยยกย่องผู้หญิง อารยันจึงกีดกันพวกผู้หญิงไม่ให้เข้ามาสู่แวดวงศาสนา ชาวอารยันนับถือเทพเจ้าหลายองค์ เช่น พระอินทร์ พระพรหม พระยม ฯลฯ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆกัน มนุษย์จำต้องพึ่งพิงเทพเจ้าเหล่านี้เพื่อประโยชน์สุขและความอยู่รอดของตน สิ่งที่น่าสังเกตเทพเจ้าต่างๆล้วนแต่เป็นเพศชายเป็นส่วนใหญ่....
สมัยยุคคริสตจักร ผู้หญิงก็เคยได้ถูกข่มเหงเช่นกัน และเป็นการข่มเหงที่รุนแรงเสียด้วย ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นว่าสตรีผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคือปีศาจและได้กำจัดเทพีออกไปจากศาสนายุคใหม่ไปตลอดกาล การล้างสมองในยุคนั้นนั้นได้กินเวลายาวนานกว่าถึงสามศตวรรษ เป็นช่วงที่มีคำว่า “แม่มดเกิดขึ้น” การโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ลดคุณค่าของสตรีลง การทำลายแม่มด สั่งสอนให้โลกรู้ถึงอันตรายของสตรีนอกรีต แม่มดในทัศนะของยุคสมัยนั้นมักจะร่วมถึง สตรีผู้ที่ทรงมีความรู้ต่างๆ นักบวชหญิง หมอตำแย พวกยิปซี หญิงผู้รักธรรมชาติ ฯลฯ กล่าวคือหญิงใดก็ตามที่ กลมกลืนกับโลกธรรมชาติอย่างน่าสงสัยจะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด จะถูกเผ่าและทำลายโดยสิ้น ยุคของเทพีจบสิ้นลงแล้ว เป็นยุคที่สังคมรังเกียจผู้หญิงมากเกินไป ครั้งหนึ่งเคยได้รับเกียรติ์ให้มีบทบาทสำคัญในฐานะส่วนประกอบครึ่งหนึ่งที่ทำให้บังเกิดความรู้แจ้งทางจิตวิญาณได้ถูกกำจัดให้พ้นไปเสียแล้ว นั้นมันเพียงเป็นประวัติศาสตร์ที่เราสามารถเรียนรู้ได้ แต่มาจนถึง....
ในยุคปัจจุบัน นี้อีกเช่นกัน… ผู้หญิงก็ยัง ถูกคุกคามอยู่ในทางอ้อม... กล่าวได้คือ ถึงปัจจุบันนี้ก็ตามทีเถอะ ที่ผู้หญิงได้ถูกยกระดับขึ้นมาเท่าเทียมกับผู้ชายแล้วก็ตามถึงกับมีองค์กรสิทธิสตรีหญิงเกิดขึ้นหลายองค์กร และความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างหญิงกับชาย แต่ในอีกมิติหนึ่งที่มนุษย์มองไม่เห็นว่า ผู้หญิงได้ถูกใช้เป็นสื่อต่างๆในระบบของสังคมมนุษย์ด้วยกันเองในปัจจุบันนี้โดยไม่รู้ตัว ไม่ต้องไปไหนไกล... อยู่รอบๆตัวเรานี่เอง เพียงคุณอยู่ที่บ้านกดปุ่มทีวีคุณก็จะเจอกับสื่อต่างๆ ที่ใช้ผู้หญิงหลอกล่ออย่างแยบยล เป็นเครื่องมือระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง แม้แต่ผู้หญิงเองก็ตาม ก็ยังหลงเข้าไปในค่านิยมนี้โดยไม่รู้ตัว (ซึ่งเป็นยุคของบริโภคนิยม จะกล่าวถึงในบทหลังๆต่อไป) ดังจะเห็นได้จากภาพนู้ดต่างๆเ ป็นต้นหรือภาพโป๊เปลือยนั้น ยังเป็นเรื่องที่ยังคงถูกถกเถียงกันอยู่ถึงการให้ความหมายต่อภาพนู้ด ที่บางกลุ่มให้ความหมายไปในเชิงศิลปะ อันได้แก่ พวกช่างภาพ ทีมงานผู้ผลิต ไปจนถึงตัวนางแบบเอง คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งมักประกาศเจตนารมณ์ของการผลิตภาพนู้ดออกมาอย่างชัดเจนว่ากระทำไปเพื่อศิลปะ ในขณะที่บางกลุ่มกลับมองภาพนู้ดไปในแง่ของความลามกอนาจาร ที่ต้องการยั่วยุกามารมณ์ของผู้เสพสื่อ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) หรือเป็นการทำให้ผู้หญิงมีสภาพเป็นวัตถุแห่งการจ้องดูในเชิงเพศ “อุตสาหกรรมภาพนู้ด” โดยใช้เรือนร่างของผู้หญิง และความเป็นเพศหญิงเป็นเครื่องมือในการตอบสนองอรรถรสทางเพศของผู้บริโภคชายเป็นหลัก โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้เองได้สะท้อนให้เห็นภาพของระบบชายเป็นใหญ่ อยู่เช่นกัน...
| [+/-] |
มูลเหตุของการเกิดศรัทธาและศาสนา |
การถือกำเนิดของศาสนา หรือพูดของในแง่ทางการ กล่าวคือ “ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า” ในระยะเริ่มแรกนั้น เกิดจากความไม่รู้ของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์ได้ประสบกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต เช่น ความมืด ความสว่าง น้ำท่วม พายุ ฝนตก ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ไฟป่า น้ำท่วม กลางวัน กลางคืน การเกิด การตาย เป็นต้น อีกทั้งขอบเขตของความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆที่มีจำกัด ทำให้มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์ไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่แท้จริงอันอยู่เบื้องหลังของภัยธรรมชาติเหล่านั้นได้ ดังนั้นมนุษย์จึงมองว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งน่าหวาดกลัว ทรงอานุภาพ ลึกลับ และมหัศจรรย์ จากความไม่เข้าใจในธรรมชาติและความกลัว ทำให้มนุษย์เชื่อว่ามีบางสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ เช่น เทพเจ้า ภูตผี วิญญาณ เป็นผู้ดลบันดาลให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้น ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหา วิธีการที่จะคุ้มครองให้ตน อยู่อย่างเป็นสุข โดยสร้างวัฒนธรรม หรือจัดพิธีบูชาและเซ่นสรวงเทพเจ้าขึ้น โดยพิธีกรรมเหล่านั้นได้แก่ การบูชายัญ การสวดวิงวอน สวดสรรเสริญ เป็นต้น เพื่อเป็นการแสดง ความเคารพนับถือ และเอาใจเทพเจ้า แนวความคิดขั้นพื้นฐานที่ใช้อธิบายความเป็นไปทั้งหลายนี้ก็จัดว่าง่ายมากขึ้น เนื่องจากพลังสำคัญๆ ทางธรรมชาติจะถูกจินตนาการและปฏิบัติต่อเสมือนหนึ่งเป็นมนุษย์ แต่ทรงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ รวมทั้งอำนาจแห่งความเป็นอมตะ อำนาจที่ได้ถูกจินตนาการให้มีตัวมีตนขึ้นมา หรืออีกนัยหนึ่ง คือ เทพเจ้าได้เข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมอยู่ในสังคมการเมืองของมนุษย์เข้าแล้ว
จะเห็นได้ว่า การที่มนุษย์ยอมรับสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือเทพเจ้า ก็เพราะมนุษย์ต้องการความอบอุ่นใจ หรือต้องการหาที่พึ่ง ซึ่งการมีที่พึ่งทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือเมื่อต้องการพ้นภัยก็จะอ้อนวอนร้องขอจากเทพเจ้า หรือหากเทพเจ้าพึงพอใจกับพิธีบูชาแล้วก็ย่อมจะอำนวยสภาพแวดล้อม ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเทพเจ้าไม่พอใจก็อาจดลบันดาลให้เกิดภัยพิบัติให้แก่มนุษย์ได้เช่นกัน จากความเชื่อของกลุ่มคน ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จึงค่อยๆ วิวัฒนาการเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นลัทธิ และศาสนาต่างๆ มีผู้เสนอว่า ศรัทธา หรือความเชื่อนับเป็นจุดเริ่มต้นทางศาสนาทั้งปวง ซึ่งศรัทธาในทางศาสนานั้นมีอยู่สองประเภท ได้แก่ ศรัทธาอันเป็นญาณสัมปยุต คือ ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา รู้เหตุ รู้ผล และศรัทธาอันเป็นญาณวิปปยุต คือ ความเชื่ออันเกิดจากความไม่รู้เหตุไม่รู้ผล หากจะแยกให้เห็นมูลเหตุของศาสนาตามวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันสามารถแยกได้ดังนี้ คือ
๑. เกิดจากอวิชชา : อวิชชา คือ ความไม่รู้ พูดภาษาชาวบ้านว่า โง่! ในที่นี้ได้แก่ความไม่รู้เหตุรู้ผล เริ่มแต่ความไม่รู้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ ทางดาราศาสตร์ ไม่รู้ชีววิทยา และไม่รู้จักธรรมชาติอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อมีความไม่รู้เหตุผลก็เกิดความกลัวในพลังทางธรรมชาติ ต้องการความช่วยเหลือจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือตน จึงมีการสร้างขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อบูชาเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น เพื่อที่จะสามารถช่วยให้มนุษย์มีความอยู่รอดไม่มีภัยต่อๆไป
๒. เกิดจากความกลัว : มนุษย์จะอยู่ในโลกได้ต้องมีหน้าที่ คือ การต่อสู้กับธรรมชาติ และสู้สัตว์ร้ายนานาชนิดและโดยเฉพาะกับมนุษย์ด้วยกันเอง ยามใดที่เราสามารถเอาชนะธรรมชาติหรือคนได้ ความเกรงกลัวธรรมชาติ สัตว์ร้าย หรือมนุษย์ย่อมไม่มี แต่ถ้าไม่สามารถต่อสู้ได้ มนุษย์จะเกิดความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้น และในยามนั้นเอง ที่มนุษย์ต้องพากันกราบไหว้บูชา และแสดงความจงรักภักดี ทำพิธีสังเวยเซ่นไหว้ต่อธรรมชาติดังกล่าว ด้วยความหวังหรืออ้อนวอนขอให้สำเร็จตามความปรารถนาอันเป็นผลตอบแทนขึ้นมาเป็นความสุขความปลอดภัย และอยู่ได้ในโลก
๓. เกิดจากความจงรักภักดี : ความจงรักภักดีเป็นศรัทธาครั้งแรกที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยยอมเชื่อว่า เป็นกำลังก่อให้เกิดความสำเร็จได้ทุกเมื่อ ในกลุ่มศาสนาที่นับถือพระเจ้า เช่น (ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม แม้แต่ศาสนาพุทธ) มุ่งเอาความภักดีต่อพระเจ้าเป็นหลักใหญ่ในศาสนา ในกลุ่มชาวอารยันมีศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) มีคำสอนถึงภักติมรรค คือ ทางแห่งความภักดี อันจะยังบุคคลให้ถึงโมกษะ คือหลุดพ้นได้ แม้ในทางพระพุทธศาสนาก็ยอมรับว่าศรัทธา หรือความเชื่อ ความเลื่อมใสเท่านั้นที่จะพาข้ามโอฆสงสารได้ เมื่อเป็นดังนี้แสดงว่ามนุษย์ยอมตนให้อยู่ใต้อำนาจของธรรมชาติเหนือตน อันเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเองซึ่งเรียกว่าเทพเจ้า หรือพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดตามมาคือมนุษย์ยอมให้เครื่องเซ่นสังเวยแก่ธรรมชาตินั้นๆ ด้วย ลักษณะนี้จึงเท่ากับมนุษย์เสียความเป็นใหญ่ในตน ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่ตนคิดว่ามีอำนาจเหนือตน
๔. เกิดจากปัญญา : ศรัทธาอันเกิดจากปัญญาคือมูลเหตุให้เกิดศาสนาอีกทางหนึ่ง แต่ศาสนาประเภทนี้มักเป็นฝ่ายอเทวนิยม คือไม่สอนเรื่องเทพเจ้าสร้างโลก ไม่ถือเทพเจ้าเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนา หากแต่ถือความรู้ประจักษ์จริงเป็นสำคัญ เช่น พระพุทธศาสนา ความเน้นหนักของพระพุทธศาสนา คือ ญาณ หรือปัญญาชั้นสูงสุดที่ทำให้รู้แจ้งประจักษ์ความจริง และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
๕. เกิดจากอิทธิพลของบุคคลสำคัญ : ศาสนาหรือลัทธิที่เกิดจากความสำคัญของบุคคลเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน ที่มีเรื่องราว หรือความสำคัญของบุคคลที่อยู่ ณ. ที่นั้น ความสำคัญของบุคคลที่เป็นเหตุเริ่มต้นของศาสนา หรือลัทธิ โดยมากมักมีเหตุเริ่มต้นโดยความบริสุทธิ์จากจิตใจของมนุษย์ ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครวางหลัก อีกทั้งเมื่อใครนับถือความสำคัญของบุคคลผู้ใดก็จะพากันกราบไหว้ และเคารพบูชา
๖. เกิดจากลัทธิการเมือง : ลัทธิการเมืองอันเป็นมูลเหตุของศาสนาเป็นเรื่องสมัยใหม่ อันสืบเนื่องจากการที่ลัทธิการเมืองเฟื่องฟูขึ้นมา และลัทธิการเมืองนั้นได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อคนบางกลุ่ม เป็นต้นว่า กลุ่มคนยากจน ซึ่งคนเหล่านั้นก็ได้ละทิ้งศาสนาเดิมที่ตนเองนับถืออยู่แล้วหันมานับถือลัทธิการเมืองดังกล่าวเป็นศาสนาประจำสังคม หรือชาตินิยมลัทธิการเมือง เป็นต้นว่า ลัทธินาซี ลัทธิฟาสซิสม์ และลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นต้น
เมื่อเกิดศาสนาหรือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้ามา สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เกิดเทพนิยายต่างๆนาๆ ตามมา ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งใดที่มนุษย์ในยุคบรรพบุรุษเราไม่สามารถจะแสดงออกมาได้อย่างเป็นที่พึงพอใจโดยอาศัยคำพูด สิ่งนั้นมนุษย์ก็พยายามระบายออกมาโดยอาศัยความคิดคำนึงทางเทพนิยาย ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดจินตนาการเรื่อง อวตาร ซึ่งแปลว่า “การก้าวลงมาเกิด การข้ามลงมาเกิด หรือการแบ่งภาคลงมาเกิด” เทพเจ้าแต่ละองค์จะมีธรรมชาติแห่งบุคลิกและอุปนิสัยใจคอเยี่ยงปุถุชนอย่างพร้อมมูล อันข้อคิดเรื่องเทพเจ้าแปลงกายลงมาประกอบกรณียกิจบนพื้นโลกนี้มีมาแต่บรรพกาลคือ ตั้งแต่ยุคคัมภีร์พระเวทแล้วทีเดียว ครั้นตกมาถึงยุคคัมภีร์ปุราณและคัมภีร์อุปปุราณ (เป็นคัมภีร์เก่าแก่ของศาสนาฮินดู) ข้อคิดอันนี้ก็ได้รับการพัฒนาให้งอกงามแผ่ไพศาลยิ่งขึ้น คำว่า “นารายณ์” แปลว่า ผู้ที่มีน้ำเป็นที่เคลื่อนไหว นารายณ์เป็นนามหนึ่งของพระวิษณุ ซึ่งมีอยู่ประมาณพันชื่อ เพราะฉะนั้น “นารายณ์สิบปาง” (ผู้อ่านคงเคยได้ยินมาบ้าง) จึงแปลว่า พระวิษณุนารายณ์อวตารหรือแบ่งภาคลงมาเกิดสิบยุคหรือสิบปาง ซึ่งมีลำดับตามพระคัมภีร์ ดังต่อไปนี้
ครั้งที่หนึ่ง “มัตสยาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นปลา
ครั้งที่สอง “กูรมาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นเต่า
ครั้งที่สาม “วราหาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นหมู
ครั้งที่สี่ “นรสิงหาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นนรสิงห์ (ครึ่งคนครึ่งสิงห์)
ครั้งที่ห้า “วามนาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นคนแคระ (คนยังไม่สมบูรณ์)
ครั้งที่หก “ปรศุรามาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นปรศุราม (คนป่าหรือคนถือขวาน)
ครั้งที่เจ็ด “รามาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นพระราม
ครั้งที่แปด “กฤษณาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นพระกฤษณะ
ครั้งที่เก้า “พุทธาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นพระพุทธเจ้า
ครั้งที่สิบ “กัลกิยาวตาร” ได้แก่อวตารเป็นพระกัลกี (บุรุษผู้ขี่ม้าขาว)
นี่เป็นคัมภีร์ของศาสนาของฮินดู กล่าวว่า ตั้งแต่โลกได้อุบัติขึ้นจนตราบถึงทุกวันนี้ พระนารายณ์ได้อวตารมาแล้วถึงเก้าปางคือ “ปางที่สิ้นสุดด้วยพระพุทธเจ้า” ปางสุดท้ายคือปางที่สิบ “กัลกิยาวตาร” จะอุบัติขึ้นในเมื่อถึง กลียุค คือ ยุคปัจจุบันถึงกาลอวสานลง ในปางที่สิบนี้พระวิษณุจะเสด็จมาบนหลังม้าขาว “พระหัตถ์ถือพระแสงดาบซึ่งส่องแสงวาววาบประดุจดวงดาวหาง” พระองค์จะทรงปราบความชั่วร้ายในโลกแล้วสร้างพิภพแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นใหม่ (ตามพระคัมภีร์)
เรื่องอวตารหรือพระผู้เป็นเจ้าแบ่งภาคลงมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ ในแง่ของสังคมวิทยา ปราชญ์ผู้รู้มีความเห็นว่า เป็นเรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ท่านนำมาสอนคนให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสังคมในสมัยนั้น เราจะเห็นได้ว่า ลำดับที่พระผู้เป็นเจ้าแบ่งภาคลงมาเกิดในมนุษย์โลกตามเทพนิยายของชาวฮินดูนั้น เริ่มต้นด้วยการกำเนิดเป็นปลา เป็นเต่า กล่าวคือ สัตว์ในน้ำก่อน แล้วจึงวิวัฒนาการมาเป็นหมู กล่าวคือสัตว์บก ต่อมาเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ (ปางที่สี่) ตามลำดับ ต่อมาจึงเป็นคนที่ยังไม่สมบูรณ์ (ปางที่ห้า) แล้วก็เป็นคนป่าถือขวาน (ปางที่หก) ในที่สุดจึงเป็นคนที่เจริญแล้ว เป็นลูกตัวอย่างเป็นสามีอันเป็นแบบฉบับ เป็นผู้นำและเป็นกษัตริย์อุดมทรรศนะ (กล่าวคือพระรามในเรื่องรามเกียรติ์) ต่อมาก็พัฒนายิ่งขึ้นไป เป็นครูบาอาจารย์สอนคน (กล่าวคือพระกฤษณะและพระพุทธเจ้า) ตามลำดับ สารบัญชีแห่งการอวตารมาเกิดเป็นขั้นๆ ไปเช่นนี้ หากจะพิจารณากันโดยใช้หลักใหญ่เข้าประกอบแล้วก็คงจะเห็นได้ว่าไม่สู้จะห่างไกลจากหลักวิวัฒนาการ หรือทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution Theory) ของชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) ของโลกเรานี้เท่าไรนัก
เรื่องยุคต่างๆ ก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเรื่องอวตารมาเกิด ที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ คือ คัมภีร์ปุราณของชาวฮินดูกำหนดเวลาของโลกไว้ว่ามีสี่ยุคด้วยกัน คือ
- ยุคที่หนึ่งมีชื่อว่า “กฤตยุค” มีระยะเวลา ๔,๘๐๐ ปีเทวดา ในยุคนี้โลกมีสุขสันต์เพราะมีธรรมะครองโลก อยู่อย่างสมบูรณ์
- ยุคที่สองมีชื่อว่า “เตรตายุค” หรือไตรดายุค มีระยะเวลา ๓,๖๐๐ ปีเทวดา
- ยุคที่สามมีชื่อว่า “ทวาปรยุค” มีระยะเวลา ๒,๔๐๐ ปีเทวดา
- ยุคที่สี่มีชื่อว่า “กลียุค” มีระยะเวลา ๑,๒๐๐ ปีเทวดา
*(หนึ่งปีของเทวดานั้นในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าเท่ากับ ๓๖๐ ปี ในโลกมนุษย์)
สิ่งที่หน้าสังเกตว่าแต่ละยุคมีระยะเวลาลดน้อยลงยุคละ ๑,๒๐๐ ปี หรือหนึ่งในสี่ของระยะเวลา ในยุคที่หนึ่ง ธรรมะซึ่งครองโลกก็ลดน้อยถอยลงในอัตราเดียวกันนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อถึง “กลียุค” อันเป็นยุคปัจจุบันของเรานี้ จึงมีธรรมะเหลืออยู่ในโลกเพียงหนึ่งในสี่ส่วนของปริมาณเดิมในกฤตยุคเท่านั้นเอง ยุคทั้งสี่นี้เมื่อรวมกันเข้าแล้วเป็นหนึ่งมหายุคหรือหนึ่งมนวันดร และ ๒,๐๐๐ มหายุค หรือมนวันดรนี้จะเป็น หนึ่งกัลป์ ตามศัพท์ในพระคัมภีร์ของฮินดู เมื่อสิ้นหนึ่งกัลป์ โลกก็จะถึงซึ่งกาลาวสานครั้งสำคัญ ครั้นแล้วการสร้างสรรค์โลกจึงจะบังเกิดขึ้นใหม่อีกเพื่อรับการอวสานอีก หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้โดยไม่หยุดยั้ง นี่เป็นการกล่าวตามคัมภีร์ปุราณของศาสนาชาวฮินดู ซึ่งผู้เขียนยกขึ้นมาเพื่อให้ขบคิดกัน (ส่วนหนึ่งที่มา : ภารตวิทยา / กรุณา -เรืองอุไร กุศลาสัย รวบรวมและเรียบเรียง)
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคของ “กลียุค” ตามพระคัมภีร์ปุราณ เป็นยุคที่ธรรมะซึ่งครองโลกลดน้อยถอยลงเหลืออยู่ในโลกเพียงหนึ่งในสี่ส่วนของปริมาณเดิม บางท่านอาจสงสัยว่าปัจจุบันนี้ก็ยังมีธรรมะอยู่นี่ แต่ปัจจุบันนี้เป็นธรรมะที่บริสุทธ์เหมือนดังสมัยยุคบรรพบุรุษเรานั้นยังมีเหลืออยู่เท่าไรกัน หรืออาจจะกล่าวได้ว่ายุคปัจจุบันนี้อาจเป็นยุคของการ “บริโภคนิยม” แล้วก็ได้ ดังจะกล่าวต่อไป

